วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

โรคผิวหนังในสุนัข และการรักษา

ขี้เรื้อนหรือโรคผิวหนังในสุนัข มักเป็นปัญหาที่เกิดจากเชื้อรา แบคที่เรีย

 

โรคผิวหนังและการรักษา
โรคผิวหนังที่สุนัขเป็นกันบ่อย คือโรคผิวหนังที่เกิดการอักเสบ
ลักษณะอาการที่สำคัญ คือมีเม็ดตุ่มขึ้นที่ผิวหนัง
น้ำเหลืองไหลเยิ้ม ต่อมาจะแห้ง
แล้วแตกเป็นสะเก็ดและรังแค หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “เอ็คซีม่า” (Eczema)

 เอ็คซีม่าในสุนัขแบ่งออกเป็น 5 ชนิดด้วยกัน
1. แบบเฉียบพลัน
2. แบบแห้ง
3. แบบภูมิแพ้
4. เอ็คซีม่าที่ถุงอัณฑะ และที่นิ้วเท้าและง่ามนิ้ว


1. เอ็คซีม่าแบบเฉียบพลัน
เกิดจากการให้อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตที่อัตราสูงมากๆ ตลอดเวลา หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ การให้อาหารที่มีแป้งมากเกินไปนั่นเอง ถ้าให้อาหารจำพวกแป้งมากเกินไป ภายใน 1 เดือน ก็จะเกิดเอ็คซีม่าแบบเฉียบพลันได้ หรืออาจจะเกิดจากที่มีเห็บและเหาที่ผิวหนังมากมาย ทำให้เกิดการระคายเคือง ผิวหนังจึงอักเสบ

อาการของเอ็คซีม่าแบบเฉียบพลัน
สุนัขจะกัดเล็มและเกาผิวหนังอย่างแรงและบ่อย  ผิวหนังที่เป็นเอ็คซีม่าจะเป็นแผลเยิ้มจำกัดบริเวณมีสะเก็ด ผิวหนังหลุดร่วงออก บางทีพบตัวเห็บเกาะแน่นเป็นกลุ่มๆ หรือเหาวิ่งไปมาอยู่มากมาย

การรักษา
ควรลดอาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตลงมา และให้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการตามที่สุนัขต้องการ ควรตัดขนบริเวณที่อักเสบให้สั้นแล้วล้างแผลดด้วยไฮโดรเยน มีขายตามร้านขายยาแผนปัจจุบัน แล้วให้ยาที่ช่วยลดอาการอักเสบจำพวกคอร์ติโซน ซึ่งเป็นสเตียรอยด์หรือฮฮร์โมนอย่างหนึ่ง โดยการฉีดหรือกินติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง นอกจากนี้ยังต้องกำจัดเห็บเหา ซึ่งเป็นสาเหตุโน้มนำของโรคด้วยแชมพูกำจัดเห็บเหา ควรอาบน้ำให้สุนัขอย่างน้อย
สัปดาห์ละครั้ง หลังอาบน้ำควรโรยด้วยแป้งฝุ่นกำจัดเห็บเหา ตามตัวและอุ้งเท้า เพื่อป้องกันไม่ให้มาเกาะซ้ำอีก


2. เอ็คซีม่าแบบแห้ง
โรคผิวหนังชนิดนี้ มีลักษณะเฉพาะที่ยากแก่การรักษาให้หายขาดในระยะเวลาอันสั้น และยังอาจสับสนกับโรคผิวหนังชนิดอื่น บางครั้งทำให้การวินิจฉัยโรคคลาดเคลื่อนได้

สาเหตุ :  ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่อาจจะเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ โดยเฉพาะสุนัขที่มีสายเลือดแท้ต่างๆ การให้อาหารจำพวกแป้งมากๆ ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคก็ได้

อาการ : สุนัขจะเกาบริเวณเอ็คซีม่าตลอดเวลา ผิวหนังจะแห้งเป็นสะเก็ด ขนจะร่วงเป็นวงกว้าง เช่น บริเวณคอ กลางหลัง เป็นต้น ผิวหนังจะแดง เพราะมีเลือดมาเลี้ยงมากกว่าปกติ

การรักษา เนื่องจากลักษณะอาการของโรคนี้ อาจทำให้สับสนกับโรคผิวหนังอื่นๆ ก่อนการรักษาควรให้สัตวแพทย์ขูดผิวหนัง เพื่อตรวจหาสาเหตุการคันให้แน่ใจเสียก่อน เพราะการคันอาจจะเกิดจากตัวไรขี้เรื้อนสุนัข หรือมีเชื้อรา

การรักษา
ประกอบด้วยการใช้ยาต้านการอักเสบจำพวกสเตียรอยด์ โดยการฉีดหรือให้ลูกสุนัขกินติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่การใช้ยากลุ่มนี้แม้จะมีประโยชน์มาก หากใช้ไม่ถูกต้องก็อาจจะเกิดโทษได้ เช่น ถ้าให้ในระยะเวลานานๆ  สัตว์จะมีภาวะไตวายเกิดขึ้น การใช้สเตียรอยด์จึงควรอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของสัตวแพทย์เป็นดีที่สุด นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงควรเปลี่ยนอาหารให้มีคุณค่าทางโภชนาการร่วมด้วย



3. เอ็คซีม่าแบบภูมิแพ้
สาเหตุ :  เกิดจากสารบางชนิดที่ทำให้เกิดอาการแพ้  ส่วนมากมักจะพบว่าสุนัขมีอาการแพ้
หลังจากการวิ่งเล่นในสวนหรือสนามหญ้าที่รกรุงรัง และเกิดอาการแพ้เนื่องจากสัมผัสกับฟางข้าว เกสรดอกไม้ หรือละอองสารเคมี

อาการ :  ปรากฏเม็ดตุ่มแดงขึ้นตามผิวหนังโดยทันที โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง ขาหนีบ
สัตว์ที่ป่วยแสดงอาการคันและเกาอย่างแรงตลอดเวลา

การรักษา
เปลี่ยนสถานที่นอนของสุนัขโดยทันที วัสดุที่ใช้รองพื้นที่นอนต้องเปลี่ยนทุกวัน อย่าให้ชื้นแฉะ
ระวังอย่าให้สุนัขกลับเข้าไปเล่นในพงหญ้าหรือกองฟางอีก

ยาที่ใช้ได้ผลดี คือกลุ่มยาคอร์ติโซน เช่น เด็กซ่าเมธาโซนครีมขององค์การเภสัชกรรม
หรือเฟร็ดนิโซโลนครีมขององค์การเภสัชกรรม ร่วมกับยาแก้แพ้ เช่น ยาคลอเฟนิรามีน มาลีเอต
หรือที่เรียกกันจนติดปากว่ายาคลอเฟ ราคาก็ถูกแสนถูก อาจจะ 4 เม็ด 1 บาท ให้กินครั้งละเม็ด วันละสองครั้ง ยานี้มีขายตามร้านขายยาแผนปัจจุบันทั่วไป อาการแพ้ก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว



4. เอ็คซีม่าที่ถุงอัณฑะและที่ง่ามนิ้วเท้า
ลักษณะอาการอักเสบคล้ายคลึงกับเอ็คซีม่าแบบเฉียบพลัน คือผิวหนังถุงอัณฑะอักเสบ มีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม

สาเหตุและการรักษา
เช่นเดียวกับการรักษาโรคเอ็คซีม่าแบบเฉียบพลัน เอ็คซีม่าง่ามนิ้วเท้า เป็นการอักเสบของหนังระหว่างนิ้วเท้าหรือง่ามนิ้ว สาเหตุส่วนใหญ่มาจากตัวไรที่เป็นสาเหตุของโรคเรื้อน และการได้รับอาหารจำพวกแป้งมากๆ

การรักษา เช่นเดียวกับการรักษาโรคเอ็คซีม่าอื่นๆ
คือใช้ยาต้านการอักเสบ และแก้ไขอาหารให้เหมาะสมถูกต้องตามหลักโภชนาการ



โรคผิวหนังชนิดผื่นคัน (Eczema) เอ็คซีม่า หากจะแบ่งกว้างๆ  คงแบ่งออกเป็น 2 ชนิด
ชนิดแรก ได้แก่ ชนิดเฉียบพลัน หรือชนิดเปื่อย
ส่วนอีกชนิดหนึ่งได้แก่ ชนิดแห้ง

ชนิดเปื่อย ผื่นจะปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว ขนจะร่วงและผิวหนังที่ปราศจากขนจะชุ่มเป็นมันเยิ้ม
และคันอย่างสุดขีด เอ็คซีม่าชนิดแห้งมักจะคล้ายกับหิด เอ็คซีม่าชนิดนี้เมื่อเป็นตามผิวหนังแล้วขนจะร่วงหลุดไป แล้วจะคันอย่างมาก ผิวหนังจะแห้งเป็นสะเก็ดลุกลามไปเรื่อย โรคผิวหนังทั้งสองชนิดชอบเกิดในฤดูร้อนมากกว่าฤดูหนาว


เอ็คซีม่าชนิดเปื่อย ชอบเกิดในสุนัขขนยาว
ส่วนเอ็คซีม่าชนิดแห้งชอบเกิดกับสุนัขพันธุ์ขนหยาบ

ส่วนใหญ่จะเกิดหลังและไหล่

ชนิดเปื่อยชนิดหนึ่งของโรคนี้จะพบเห็น มีสีน้ำตาลรอบๆ รูหูและระหว่างนิ้วเท้า เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการตรวจพบว่าโรคเอ็คซีม่าเกิดจากผิวหนังดูดเอาพิษจากอาหารชนิดที่มีโปรตีนบางอย่างซึ่งเป็นพิษ สุนัขบางตัวซึ่งไม่ถูกโรคกันและได้ดูดพิษไว้มาก เท่าที่พบและได้ทดลองมา
โปรตีนบางอย่างที่ได้มาจากข้าวและโปรตีนในปลาบางชนิด  คือกินแล้วทำให้ไม่สบาย

การแพ้นี้เป็นเฉพาะสุนัขบางตัวเท่านั้น บ้างก็ว่าการให้อาหารมากเกินไป ให้เนื้อกินมากเกินไป
หรือให้อาหารจำพวกแป้งมากเกินไป และการขาดวิตามินหรือเกลือแร่ แต่ความคิดเหล่านี้กำลังเปลี่ยนไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ผลงานวิจัยและจากประสบการณ์ในทางปฏิบัติแสดงให้เห็นว่าโรคเอ็คซีม่าเกือบทุกชนิดเกิดจากการติดเชื้อของผิวหนัง มีการยืนยันอย่างแน่ชัดว่าโรคเอ็คซีม่าที่พบเห็นบ่อยๆ เกิดจากสปอร์หรือส่วนสำหรับขยายพันธุ์ของเชื้อรา ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า อัลเทอร์นาเรียเทนิวอีส (Alternaria tenuis) ซึ่งอาศัยในใบไม้หญ้าที่ตายแล้ว เชื้อราชนิดนี้มีขนาดเล็กมาก จนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เหมือนกับเชื้อราโดยทั่วไปที่ชอบเจริญงอกงามได้ในอากาศที่ร้อนและชื้น

การรักษาทั่วไป ในระยะแรกให้ตัดรายการอาหารประเภทแป้งออกไป
ให้อาหารประเภทโปรตีนเพิ่มขึ้น 

ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ใช้ได้ดี สำหรับกรณีขี้เรือนเปียก คือ dry-ec oil

และสำหรับชนิดเปียก ควรใช้ เป็น wet-ec lotion

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การตกแต่งจุกของสุนัขชิห์สุแบบธรรมดา




1. ใช้หวีแบ่งขนจากขอบนอกระหว่างตาทั้ง 2 ข้าง(ระวังหวีจะทิ่มเข้าตา)

2. รวบขนที่แบ่งไว้ ไปด้านหลัง และหวีขนรอบนอก และขนบริเวณเหนือใบหูให้เรียบร้อย

3. แบ่งครึ่งส่วนของขน ที่แบ่งไว้ในขั้นตอนที่ 1 แล้วหวีขนส่วนหน้าให้เรียบร้อย โดยทดสอบดูด้วยว่าไม่มีสังกะตังแล้ว

4. ใช้ยางรัดขนสุนัข (หรือยางรัดฟันของคนก็ได้) โดยรัด 2-3 รอบ แล้วแต่ขนาดของหนังยาง หลังจากนั้นให้ดึงขนด้านหลังของส่วนหน้านี้ กระจุกเล็กๆ ดึงขึ้นตรงๆ หรือถ้าต้องการให้มีส่วนโป่งด้านหน้า เพื่อให้ดูน่ารักขึ้นอีกนิด  ก็อาจใช้หวีหางหนูช่วยดึงขนด้านหน้าออกมาเล็กน้อยก็ได้

5. ขั้นตอนต่อไป ก็คือเก็บส่วนที่เหลือด้านหลัง  โดยวิธีการเดียวกับการเก็บขนด้านหน้าคือ หลังจากรัดหนังยาง  แล้วให้ดึงขนกระจุกเล็กๆ ด้านหน้าของส่วนหลังนี้  โดยให้ดึงขึ้นตรงๆ

6. สุดท้าย ถ้าจะให้ดูมีสีสันสักหน่อย  ก็อาจผูกโบว์สีสวยๆ ไว้ที่จุกด้านหน้าก็ได้  แล้วจึงรัดจุกส่วนหน้ากับส่วนหลังเข้าด้วยกัน แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อย

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การตกแต่งจุกของสุนัขชิห์สุเพื่อการประกวด




1. หลังจากแน่ใจแล้วว่าขนบริเวณ หน้าและหัวของชิห์สุแห้งจริงๆ ให้แบ่งขนจุกส่วนหน้าจากขอบตาและแต่ละด้านเข้าไปไม่ต้องมากนัก

2. ยีขนส่วนนี้เบาๆ ให้ทั่ว

3. ค่อยๆ ใช้หวีหางหนูหวีขนรอบนอกออกให้เรียบ

4. ใช้ยางรัดขนประมาณ 3/4 นิ้วเหนือขึ้นไปจากหนังศีรษะ โดยรัดหนังยาง 2-3 รอบ

5. สำหรับขั้นตอนนี้ค่อนข้างจะสำคัญ โดยจับขนประมาณ 8-10 เส้นหรือ กระจุกเล็กๆ ตรงกลางของจุกหน้า ดึงขึ้นในขณะที่ใช้มืออีกข้างหนึ่งจับหนังยางกดลง เพื่อทำให้จุกหน้าโป่งออกมา แต่ถ้าหากยังโป่งไม่พอ ก็อาจใช้หวีหางหนูช่วยอีกที โดยใช้หางหวีดึงขนส่วนในออกมา

6. ใช้เจลทาผม หรือสเปรย์น้ำ ป้ายส่วนนอกเพื่อเก็บขนให้เป็นระเบียบ ดูเรียบร้อย หลังจากที่เจลแห้งแล้วก็ติดโบว์

7. หลังจากนั้นก็รวบจุกหลังอีกจุกหนึ่ง ให้เป็นรูปครึ่งวงกลมหรือจะเป็นรูปตัว V ก็ได้ แล้วแต่ความชอบแต่ที่สำคัญถ้าสุนัขหัวเล็กหรือขนที่หัวบาง ก็รวบขนให้ลึกลงไปอีกหน่อย

8. ต่อจากนั้นจะรัดหนังยางกับขนด้านหลังเหมือนกับที่รัดจุกหน้า แต่คราวนี้ให้ดึงขนมาทางด้านหน้าแทน

9. ผูกจุกหน้าและจุกหลังเข้าด้วยกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความยาวและความหนาของขน ถ้าขนไม่มากก็อาจจะแบ่งครึ่งหลังของของจุกหน้าผูกกับครึ่งหลังของจุกหลัง และถ้าเป็นรุ่น Baby หรือ Puppy ก็ไม่ต้องผูกติดกันก็ได้

10. หลังจากนั้นจะใช้ที่ม้วนผมม้วนเป็นกระจุกเล็กๆ ให้ทั่วทั้งหมดปล่อยให้เย็นแล้วหวีใหม่ให้เป็นเหมือนเดิม แล้วจึงยีแล้วหวีขนส่วนนอกให้เรียบ ขั้นตอนต่อไปก็เป็นการจัดทรงผมให้เป็นรูปร่างตามที่ชอบแล้วใช้สเปรย์ฉีดผมให้อยู่ทรง

11. .ถ้าหากว่าฝึกฝนอย่างตั้งใจ คุณก็จะได้จุกที่สวยและปลอดภัย

วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การดูแลสุขภาพ





การทำหมัน 
     หากไม่ต้องการให้มีลูกสุนัขเกิดเกินจำนวนที่จะเลี้ยงได้ หรือเพื่อเสี่ยงกับการผสมพันธุ์ในครอกได้ลูกสุนัขผิดลักษณะ ควรทำหมันให้กับสุนัข นอกจากนั้น การทำหมันจะช่วยลดความวุ่นวาย เนื่องจากพฤติกรรมของสุนัขในช่วงฤดูผสมพันธุ์ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

     การทำหมันสุนัขตัวผู้ สามารถกระทำได้เมื่ออายุ 7-8 เดือนขึ้นไป สำหรับตัวเมียควรทำเมื่ออายุ 1 ปีขึ้นไป หรือหลังจากมีประจำเดือนครั้งแรกไปแล้ว 1 เดือน และไม่ควรทำหมัน เมื่อสุนัขมีอายุมากแล้ว



การป้องกันโรค
     ผู้เลี้ยงควรต้องมีเวลาให้กับสุนัข เพื่อทำความคุ้นเคยและศึกษาสุนัขแต่ละตัว ต้องคอยเอาใจใส่สังเกตความเป็นอยู่ การกินอาหาร การเปลี่ยนแปลงต่างๆ นอกจากนี้ควรจะต้องมีความรู้ พื้นฐานเกี่ยวกับสุนัข โรคต่างๆ เมื่อสุนัขเกิดอาการเจ็บป่วยจะได้นำไปรักษาได้ทันที

     โรคที่เกิดกับสุนัขมีหลายชนิด และมักเกิดการระบาดอยู่เสมอทุกปี หลายโรคอาจร้ายแรง  ทำให้สุนัขพิการหรือเสียชีวิต ทั้งอาจติดต่อถึงคนภายในบ้านด้วย การหมั่นเอาใจใสในตัวสุนัขและดูแลสุขภาพทั่วไปของสุนัข  จึงนับเป็นการป้องกันโรคเบื้องต้นที่ดีที่สุด อาการของสุนัขที่เริ่มป่วยสังเกตได้จาก อาการเซื่องซึม ไม่ร่างเริงแจ่มใส ไม่กินอาหาร  หรือกินอาหารน้องลง อาเจียน มีอาการท้องร่วง ท้องผูก ผอมลง  ขนหยาบกระด้าง  ผิวหนังเป็นผื่นแดง  ตาแฉะ  จมูกแห้งหรือมีน้ำมูก หากสุนัขมีอาการดังกล่าว ควรทำการรักษา  หรือนำสุนัขไปหาสัตวแพทย์

     โรคสุนัขหลายโรค สามารถป้องกันได้  โดยการฉีดวัคซีนตามกำหนดเวลาที่เหมาะสม หลังการฉีดวัคซีนควรงดอาบน้ำภายใน 1 สัปดาห์ เพราะสุนัขอาจมีไข้เล็กน้อยจากปฏิกิริยาต่อวัคซีน ดูแลให้สุนัขกินยาตามเวลาที่สัตวแพทย์กำหนด รวมทั้งควรแยกสุนัขตัวที่ป่วยออกจากตัวปกติ สิ่งที่ช่วยให้สุนัขรอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บได้อีกประการหนึ่ง คือ การรักษาความสะอาด ทั้งของสุนัขและสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย กำจัดเห็บ หมัด ยุง หนู หรือทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์ที่เป็นพาหะเหล่านี้



กำหนดการปฏิบัติ เพื่อป้องกันโรคของสุนัข

  อายุ                         ข้อปฏิบัติ
3 สัปดาห์      ตรวจอุจจารและถ่ายพยาธิ
2 เดือน        ฉีดวัคซีนป้องอกันโรคไข้หัดสุนัข โรคพาร์โวไวรัส เลปโตสไปโรซีส ตับอักเสบติดต่อ
3 เดือน        ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และถ่ายพยาธิ
4 เดือน        ฉีดซ้ำเช่นเดียวกับเมื่ออายุ 2 เดือน
6 เดือน        ตรวจเลือดเพื่อหาโรคพยาธิหนอนหัวใจและตรวจซ้ำทุก 6 เดือน
ทุกปี            พบสัตวแพทย์  เพื่อตรวจสุขภาพทั่วไป  ตรวจอุจจาระและถ่ายพยาธิทุก 6 เดือน
                  และฉีดวัคซีนซ้ำทุกอย่าง

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การทำคลอดสุนัข




การทำคลอดสุนัข


     กำหนดคลอดของแม่สุนัขอยู่ในราว 60-63 วัน หลังจากการผสมพันธุ์การเตรียมจัดที่คลอด จะต้องทำล่วงหน้า
     การให้ความอบอุ่นแก่ลูกสุนัข ขณะคลอดและหลังคลอด 2-3 วัน นับว่าสำคัญในอนาคตของ ลูกสุนัขมาก ลูกสุนัขได้รับอุณหภูมิจากตัวแม่ ด้วยความร้อน 101.4 องศาฟาเรนไฮ คือ เท่ากับอุณหภูมิของโลกภายนอก ดังนั้นอาหารที่จะให้แม่สุนัขในวันแรกๆ ควรจะต้องเป็นอาหาร ที่ก่อให้เกิดความร้อนในตัวเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องให้อาหารประเภทบำรุงความเติบโตแต่อย่างใด อย่างน้อยอุณหภูมิขณะคลอดและหลังคลอด 48 ชั่วโมง ควรจะเป็น 105 องศาฟาเรนไฮแต่จาก นั้นจะลดน้อยลงเรื่อยจนถึงปลายสัปดาห์แรกลูกสุนัขจะมีอุณหภูมิปกติและมีความสมบูรณ์ ที่คลอดนั้นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือต้องเป็นที่เงียบ อย่าให้มีสุนัขรบกวนได้



สำหรับที่นอนของลูกสุนัข
     ลูกสุนัขนั้นควรเป็นหีบไม้แข็งแรง กว้างใหญ่พอเหมาะแก่จำนวนลูกสุนัข แต่ถ้าหากเป็นคอกเล็กๆ จะใช้หีบขาตะแคงก็เหมาะดีเหมือนกัน ถ้าใช้ชนิดหีบปิดฝาปิด  จะต้องปิดเปิดได้คล่องๆ



พื้นที่นอนคลอด
     ควรปูด้วยกระสอบที่สะอาด หรือวัตถุอื่น ซึ่งเวลาไม่ต้องการใช้จะได้ ทำลายเสียเลย โดยปกติแม่สุนัขมักจะชอบกัดแทะเครื่องปูนอนเหล่านี้เพื่อปรับปรุงที่นอนของมัน ฉะนั้นควรให้แม่สุนัขคุ้นเคยกับที่นอนของมันสัก 1-2 สัปดาห์ก่อนวันคลอด



การออกกำลังให้สุนัข
     ขณะมีครรภ์นับว่าสำคัญมาก  จะละเลยเสียมิได้  จนกระทั่งถึงสัปดาห์สุดท้าย แม้ตัวมันจะหนักอุ้ยอ้ายสักเพียงไร ก็ควรให้เดินในระยะใกล้ๆ และที่เงียบๆ ควรให้เล่นกับสุนัขอื่นๆ บ้างเป็นครั้งคราว ยิ่งใกล้วันคลอดแม่สุนัขจะเริ่มจัดรังนอนของเขา ด้วยการกัดสิ่งของที่เขาพบอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ฉะนั้นหากจะใช้ผ้าห่มดีๆ แล้วไม่ควรให้เขาในระยะนี้



อาการแสดงว่าจะคลอดนั้นคือ
     ช่องคลอดจะบวมโตและนุ่ม จะมีเมือกลื่นๆ ไหลออกมา สุนัขจะไม่ยอมกินอาหาร และแสดงว่าจะคลอด อาการเช่นนี้จะมาก่อนการคลอดจริงราวๆ 24 ชั่วโมง

     ระยะที่ 2 เมื่อการคลอดจะสำเร็จผล ก็ต่อเมื่อมดลูกทำการบีบรัดตัวและบีบลูกสุนัขให้ผ่านจากช่อง คลอดออกมา ขณะนี้แม่สุนัขจะรู้สึกเจ็บปวดยิ่งขึ้นและร้องครวญคราง อาจเป็นเสียงดังหรือเสียงแหลมเป็นระยะๆ และก็ดังยิ่งขึ้น ในไม่ช้าก็จะมีเมือกลื่นๆ ไหลออกจากช่องคลอด ตามธรรมดาลูกสุนัขจะโผล่หัวและขาหน้าก่อน แต่ก็มีบ่อยที่หางออกก่อน โดยปราศจากความลำบาก เว้นแต่จะเป็นลูกสุนัขนั้นหัวโต การคลอดในลักษณะอย่างนี้จะทำให้เจ็บปวดและยุ่งยาก ขณะที่หัวสุนัขโผล่ออกมา นั้นเองแม่สุนัขจะได้รับความเจ็บปวดและร้องดัง ตามธรรมดาลูกสุนัขขณะคลอดจะถูกหุ้มอยู่ในถุง เยื่อเหนียวๆ ซึ่งแม่สุนัขจะกัดเลีย เพื่อแยกให้ลูกออกมา แต่ถ้าหากมันทำเองไม่สำเร็จ ผู้พยาบาลต้องคอยช่วยเหลือเขาทันที มิฉะนั้นลูกสุนัขจะตาย

     ลูกสุนัขขณะคลอดออกมา  จะยังคงถูกล่ามกับแม่ของเขาโดยสายสะดือ ซึ่งติดต่อไปยังรก และรกนี้ก็ออกมาจากช่องคลอดของแม่สุนัข หลังจากลูกสุนัขได้คลอดออกมาแล้ว รกนี้แม่สุนัขจะกินทันที และขบไต่ไปตามสายสะดือ จนกระทั่งเกือบถึงสะดือของลูกสุนัข ถ้าหากแม่สุนัขไม่ทำเช่นนั้นผู้พยาบาล จะต้องรีบตัดสายสะดือ  ให้ห่างสายสะดือของลูกสุนัข 1 คืบด้วยกรรไกรที่สะอาด แล้วมัดด้วยด้าย เหนียวๆ สายสะดือที่แห้งจะหลุดออกมาพร้อมกับด้ายที่มัดภายในไม่กี่วัน

     ต่อจากนั้นแม่สุนัขก็จะเข้าเลียลูกของเขาให้แห้ง และในขณะนี้เอง ลูกสุนัขตัวที่อยู่ในท้องก็จะ เคลื่อนออกมา แม่สุนัขก็จะจัดการกับลูกสุนัขเช่นเดียวกับวิธีการที่กล่าวมาแล้ว  จนกระทั่งคลอดเป็นตัวสุดท้าย บางครั้งลูกสุนัขคลอดมาเร็วมาก แม่สุนัขไม่ทันที่จะมีเวลาเลียลูกตัวที่ออกก่อนให้แห้ง ถ้าเป็นเช่นนี้ ผู้พยาบาลต้องใช้ผ้าเช็ดตัวอุ่นๆ เช็ดให้แห้ง  แล้วนำไปไว้เสียอีกมุมหนึ่ง อย่างไรก็ดีจะปล่อยให้ลูกสุนัขให้เปียกชื้นและหนาวสั่นย่อมเป็นอันตราย ระหว่างคลอดหากแม่สุนัขแสดงอาการอ่อนเพลีย ควรจะให้นมอุ่นๆ แก่แม่สุนัขสักหน่อย ในระหว่างที่คลอดลูกยังไม่หมด และเมื่อคลอดหมดแล้ว ก็ควรให้ต่อไปอีกสักถ้วย  แล้วจึงปล่อยให้แม่สุนัขนอนกับลูกสัก 1-2 ชั่วโมง หลังจากนี้จึงควร ให้ทั้งลูกและแม่สุนัขขึ้นนอนในที่ๆ มีความอบอุ่นและสงบเงียบ



การดูแลบำรุงเลี้ยง
     สัก 2-3 ชั่วโมงต่อมา แม่สุนัขก็จะออกจากที่นอนมาถ่ายมูล ขณะนี้ควรให้อาหารน้ำอุ่นๆ แก่แม่สุนัข ขณะนี้ แม่สุนัขย่อมอยู่ในอาการที่ธาตุไม่ปกติ ในระหว่างที่ต้องทำการคลอดลูก และถ้าหากมันกินรกเข้าไปด้วย นักเพาะเลี้ยงสุนัขบางท่าน ไม่ยอมให้แม่สุนัขกินรกหรือเครื่องในของเขาเอง แต่ก็ต้องถือว่าเป็นสัญชาตญาณของสัตว์อย่างหนึ่ง แต่ในการที่เขาได้กินอวัยวะภายในสดๆ ของตัวเขาเองเข้าไปเช่นนั้นก็ย่อมได้ รับฮอร์โมนหรือน้ำสกัดของชีวิต



การดูแลภายหลังการคลอด
     หลังการคลอดสัก 2-3 ชั่วโมง แม่สุนัขควรได้รับการเอาใจ และควรให้ได้กินอาหารเหลวๆ อุ่นๆ ถ้าเขากินรกเข้าไป  ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เอง  ที่ท้องของเขาจะไม่เป็นปกติในระหว่าง 2-3 วันแรกหลังการคลอด มูลที่ถ่ายออกมาจะมีสีดำคล้ายน้ำมันดิน ทั้งนี้เนื่องจากโลหิตที่กินเข้าไป ในระยะวันหรือสองวันแรก ควรสังเกตแม่สุนัขให้ดี เพราะว่าลูกสุนัขยังค้างอยู่ในท้องหรือไม่ ตามที่ทราบกันมาอาจเป็นเช่นนั้นได้ ถ้าหากเป็นเช่นนั้น  ก็จะสังเกตได้ว่าแม่สุนัขจะพยายามเบ่งเหมือนเมื่อทำการคลอดใหม่ๆ ในกรณีเช่น นี้ให้ไปตามสัตวแพทย์มาทำการผ่าตัดโดยด่วน ผู้ที่มีความชำนาญอาจใช้นิ้วมือที่ชุบยาฆ่าเชื้อ  แล้วล้วง เข้าไปในช่องคลอด  เพื่อทำการตรวจสอบอย่างระมัดระวัง หากเห็นว่ามีอะไรผิดปกติจะเรียกสัตวแพทย์ มาทำการผ่าตัดโดยไม่ชักช้า บางทีอาจมีอุปสรรคอันร้ายแรง  เนื่องจากตำแหน่งที่ลูกสุนัขติดอยู่นั้นจำ เป็นต้องทำการผ่าตัดเอาออกทันที ในกรณีนี้ การชักช้าอยู่นานเท่าไร  ก็เป็นอันตรายมากเท่านั้น เป็นธรรมดาที่แม่สุนัขจะมีโลหิตออกมาเปื้อนเปรอะอยู่เป็นเวลาหลายวันหลังการคลอดแล้ว มันจะค่อยๆ จางลงๆ และจะหยุดในปลายสัปดาห์ที่ 1 หรือ 2 ตามธรรมดาอุณหภูมิ (ปรอท) จะขึ้นสูงหนึ่งดีกรีหรือ ราวๆ นั้นหลังคลอดแล้วเขาควรจะกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติในราว 8 ชั่วโมง ต่อมาถ้ามีไข้ขึ้นสูงก็จะแสดง ให้ทราบว่า มีอะไรผิดปกติและต้องคอยตรวจสอบดูแลโดยไม่ชักช้า



การคลอดผิดปกติ
     คำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับการคลอดที่ไม่ปกติ  ผิดไปจากธรรมดา  ก็ควรพบให้สัตวแพทย์ช่วยโดยด่วน ความลำบากในการคลอด  อาจเป็นด้วยว่าลูกสุนัขอยู่ในท่าผิดปกติ  เนื่องจากความอ่อนแอ การหดตัวของมดลูก หรือรูปร่างของแม่สุนัขผิดส่วนสัด และอาการเหล่านี้ผู้สมัครเล่น  ไม่อาจจะแก้ให้หายได้ การกระทำง่ายๆ บางทีอาจจะทำให้ลูกสุนัขออกมาได้  แต่อย่างไรก็ดีในเรื่องนี้จำเป็นต้องมีความรู้ เกี่ยวกับกายวิภาควิทยา  และมีความชำนาญในการตรวจรู้ได้ว่าอะไรผิดปกติ  และสามารถแก้ไขให้ดีได้ หลักสำคัญยิ่งในการคลอด  ก็คือให้ตามสัตวแพทย์ ถ้าแม่สุนัขทำการเบ่งจนอ่อนกำลังลง (มีอาการ หอบเบ่ง) มาเป็นเวลาถึง 3  ชั่วโมงแล้ว ลูกสุนัขยังไม่ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าถุงเยื่อหุ้มโผล่มา และแตกไปแล้ว อาการเช่นนี้  ควรจัดการโดยด่วน  ไม่ว่าเป็นการคลอดลูกสุนัขตัวแรก  หรือตัวอื่นถัดไปก็ตาม การทอดระยะออกของลูกสุนัขจะห่างกันราว 15 ถึง 30 นาที  แต่อาจจะออกถี่กว่านี้ก็ได้ การดูแลระหว่างคลอด ควรจะสังเกตุดูด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดี  ถ้าผิดปกติควรให้ไปตามหมอสัตวแพทย์ทันที ซึ่งเป็นหนทางที่ดีที่สุด  ในการที่จะหลีกเลี่ยงการสูญเสียแม่สุนัขที่ดีไป

วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เทคนิคการให้นมลูกสุนัข






วิธีการให้นม
     ควรป้อนนม โดยใช้ขวดนมแก่ลูกสัตว์กำพร้า ขวดที่เหมาะสมสำหรับลูกสุนัข ควรเป็นขวดขนาด 2 ออนซ์ รูที่หัวนมควรมีขนาดใหญ่ พอที่จะให้น้ำนมไหลผ่านไปอย่างช้าๆ เพื่อให้ได้รับอย่างเต็มที่ ลูกสุนัขที่มีอายุมากขึ้น ขนาดตัวโตขึ้น ควรเปลี่ยนไปใช้ขวด 4 ออนซ์ ที่หยอดตาหรือหลอดฉีดยาปลายทื่อ จะใช้ได้ดีกรณีที่ลูกสัตว์กำพร้านั้นมีขนาดเล็กมากๆ หรืออ่อนแอเกินกว่าจะให้นมออกจากขวด  ในขณะที่หัวนมยังอยู่ในปาก ลูกสัตว์เนื่องจากจะทำให้น้ำนมเข้าปอด ซึ่งมีผลให้เกิดปอดบวมหรือตายได้



     การให้นมลูกสัตว์กำพร้า  โดยทางสายยางจะสะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ต้องให้นมลูกสัตว์พร้อมกันทีละหลายตัว แต่อย่างไรก็ตามการวางสายยางไม่ถูกตำแหน่ง การใช้ผิดวิธี  หรือการให้นมเร็วเกินไป  ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือตายได้ ดังนั้นก่อนที่จะทำการให้นมลูกสุนัขกำพร้า โดยใช้สายยาง  จึงควรฝึกการใช้อย่างถูกวิธีให้มีประสบการณ์ก่อน

การจัดการให้นม


     อุปกรณ์ทุกชนิดที่ใช้ในการให้นม  จะต้องคำนึงถึงเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษ ต้องอุ่นนมก่อนทุกครั้ง  การให้นมเย็นๆ แก่ลูกสัตว์กำพร้า  อาจทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงจนถึงจุดวิกฤต

     ลูกสุนัขกำพร้าในช่วงอายุสัปดาห์แรก (น้ำหนักประมาณ 200-300 กรัม) อาจให้น้ำนมทดแทนประมาณ 10 มิลลิลิตร (2/3-3/4 ช้อนโต๊ะ) สำหรับการให้ครั้งแรก

      สำหรับการให้ครั้งแรก ลูกสัตว์ที่ได้รับนมโดยทางขวดนมจะปฏิเสธหัวนมเมื่ออิ่ม ผู้มีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกสัตว์กำพร้าส่วนใหญ่  มักนิยมอุ้มลูกสัตว์ในขณะที่ป้อนนม โดยยกหัวของลูกสัตว์สูงขึ้น และยืดอกเล็กน้อย  ในขณะที่อุ้มสัตว์ไว้ในอุ้งมือ ควรส่งหัวนมเข้าปากลูกสัตว์  แล้วยกขึ้นดึงกลับเล็กน้อย การทำเช่นนี้จะช่วยยกหัวสัตว์ขึ้นและทำให้ลูกสัตว์ดูดนมได้ดีขึ้น ถ้าระหว่างการให้นมมีน้ำนมไหลออกมาทางจมูกควรลดอัตราเร็วของการให้นมลง ถ้ายังไม่หายควรตรวจดูช่องปาก เพื่อดูว่ามีเพดานปากโหว่ (Cleft Palate) หรือไม่



     สำหรับการเลี้ยงดูลูกสัตว์กำพร่าในช่วงสัปดาห์แรกของชีวิต ปริมาณนี้นมทดแทนที่ให้ในแต่ละวัน ไม่ควรเกิน 10% ของน้ำหนักตัวใน 2-3 วันแรก การให้ในครั้งที่ 2 และ3 ควรมีปริมารณน้ำนมเท่ากับที่ให้ในครั้งแรกจากนั้นปรับตามวิจารณญาณและความเหมาะสม ลูกสัตว์ที่มีอายุมากกว่าหรือพันธุ์ใหญ่อาจพิจารณาเพิ่ม ปริมาณน้ำนมให้มากขึ้นได้  ถ้าลูกสัตว์นั้นกินนมได้ดีในครั้งแรกๆ และมีการทำงานของลำไส้ปกติ

     เนื่องจากลูกสัตว์กำพร้าจะต้องมีการปรับระบบการย่อยอาหาร ให้คุ้นกับน้ำนมทดแทน ดังนั้นการให้น้ำนมทดแทนในปริมาณที่น้อยกว่าปริมาณที่ลูกสัตว์ต้องการ จึงเป็นการดีกว่าการให้เกินปริมาณที่ต้องการในช่วงอายุ 2-3 วันแรก


ความถี่ของการให้นม
     ควรให้นมแก่ลูกสุนัข วันละ 4 ครั้ง ที่เหมาะสมที่สุดควรห่างกันครั้งละ 6 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ การให้นมเมื่อเวลา 8.00 น. ,11.30 น., 15.30 น. และ 21.00 น. ก็ใช้ได้ผลดีเช่นกัน จะเป็นการดี  ถ้าให้นมปริมาณน้อยในแต่ละครั้งแต่ให้บ่อยๆ อย่างไรก็ตามพึงระลึกไว้เสมอว่า ลูกสัตว์เกิดใหม่ต้องการนอนเป็นเวลานาน ดังนั้นการปลุกลูกสัตว์ขึ้นมาให้อาหาร  จะทำให้ลูกสัตว์เครียด  เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา และไม่พึงกระทำ และจะต้องเพิ่มนมให้ในกรณีที่ลูกสัตว์ไม่ยอมนอน กระวนกระวายส่งเสียงร้อง
ปริมาณน้ำนมที่เพิ่มให้ควรเป็น 1 มิลลิลิตร ต่อการให้ในแต่ละครั้ง  โดยเริ่มเพิ่มให้หลังจากให้ครั้งแรกแล้ว 36-48 ชั่วโมง หรืออีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลคือ อาจให้เพิ่มขึ้น 3 มิลลิลิตร (1/2-3/4 ช้อนชา) วันเว้นวัน สำหรับลูกแมวในอัตราเร็วของการเพิ่มควรช้ากว่าลูกสุนัข โดยอาจเพิ่ม 1 มิลลิลิตร ต่อวันหรือ 2 มิลลิลิตรวันเว้นวัน ปริมาณที่เพิ่มให้นี้จะใช้เป็นเกณฑ์ตราบเท่าที่ลูกสัตว์กินนมตามต้องการและอิ่มพอดี ถ้าเพิ่มถึงจุดที่ลูกสัตว์กินนมไม่หมด ควรคงระดับน้ำนมไว้ที่ปริมาณนี้ 1-2 วัน


     การที่ลูกสัตว์มีน้ำหนักตัวลดลงในช่วงการให้นมทดแทน 2-3 วันแรก ถือเป็นเรื่องปกติ การเปลี่ยนสูตรส่วนผสมหรือการเพิ่มปริมารณน้ำนมคราวละมากๆ ควรค่อยๆ เปลี่ยนโดยใช้เวลา 3-4 วัน โดยเพิ่มปริมาณน้ำนมขึ้น 25% ทุกๆ วัน


อัตราการเพิ่มน้ำหนัก
     อย่างน้อยที่สุดในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกของชีวิต ควรมีการชั่งและจดบันทึกน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ในช่วง 5 เดือนแรกลูกสุนัข  ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 100-200 กรัมต่อวัน

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การให้อาหาร




การให้อาหารลูกสุนัข

หลักปฏิบัติที่ถูกต้องสำหรับการให้อาหารแก่ลูกสุนัข
     ลูกสุนัขที่เกิดใหม่ ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในเรื่องของอาหารการกิน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดื่มน้ำนมจากแม่ไปก่อนในช่วงแรกๆ และเราผู้เป็นเจ้าของควรได้มีโอกาสดูแลเพิ่มเติม เพื่อให้ลูกสุนัขที่เกิดออกมามีชีวิตรอด และสมบูรณ์ปลอดภัย จะต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด


     ลูกสุนัขที่อยู่ในระหว่างกินนมแม่ และหลังหย่านมใหม่ๆ เป็นช่วงที่ลูกสุนัขต้องการโปรตีนสูงมาก อายุจากแรกเกิดถึง 1 เดือน โปรตีนได้จากน้ำนมแม่ แต่หลังจาก 1 เดือนไปแล้ว แม่สุนัขจะแสดงอาการเกรี้ยวกราดขู่คำราม เมื่อลูกของมันจะกินนม ช่วงนี้เราจะต้องให้ลูกสุนัขได้อาหารจากจานใส่อาหารแทน กล่าวคือหลังจากที่ลูกสุนัขได้คลอดออกมาสู่โลกภายนอกใหม่ๆ จะยังไม่ลืมตา แต่จะใช้จมูกนำทางและตะเกียกตะกายหาเต้านมดูดเอง ดังนั้นเพื่อให้ลูกสุนัขได้รับน้ำนมเหลืองจากแม่เร็วขึ้น ควรช่วยจับลูกสุนัขใส่เต้านมแม่ ต่อไปลูกสุนัขจะหาเต้านมกินได้เอง จากระยะนี้ต่อไปผู้เลี้ยงเพียงแต่คอยระวังอย่าให้แม่สุนัขทับลูก และคอยดูแลให้ลูกสุนัขที่อ่อนแอได้มีโอกาสกินน้ำนมแม่อิ่มเท่านั้น เพราะลูกสุนขที่แข็งแรงกว่ามากจะแย่งเต้านมและดูดกินหมดก่อนเสมอ

     สำหรับลูกสุนัขที่มีขนาดครอกใหญ่ คือ มีจำนวนมากเกินไป น้ำนมแม่มีไม่พอให้กิน ควรเพิ่มน้ำนมโคให้กินทดแทน เพื่อป้องกันไม่ให้แม่สุนัขมีสุขภาพทรุดโทรมลงมาก โดยให้กินน้ำนมโคทดแทน เมื่อลูกสุนัขมีอายุได้ 3 สัปดาห์ วิธีหัดให้ลูกสุนัขกินน้ำนมนี้ ก็โดยใส่น้ำนมไว้ในจานปากกว้างและตื้นๆ แล้วจับลูกสุนัขให้ปากจุ่มลงในน้ำนม ลูกสุนัขจะเลียและกินได้เอง  แต่ถ้าแม่สุนขไม่มีน้ำนมหรือเต้านมอักเสบเป็นโรคไม่สามารถให้ลูกกินนมได้ อาจนำลูกไปฝากแม่สุนัขตัวอื่นได้

     ควรหย่านมเมื่อลูกสุนัขมีอายุได้ประมาณ 4 - 6 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนขึ้นไปอย่างน้อย การหัดให้ลูกสุนัขหย่านมนี้  อาจทำได้โดยการให้อาหารทดแทน ซึ่งผสมได้โดยใช้น้ำนมอุ่นๆ 1 ถ้วย ผสมกับน้ำหวาน 1 ช้อน และน้ำอุ่น 1 ถ้วย ใส่อาหารผสมนี้ในจานปากกว้างและตื้นๆ และหัดให้ลูกสุนัขกิน  โดยจับหัวลูกสุนัขให้ปากจุ่มลงในจานอาหาร ลูกสุนัขจะเลียและเริ่มกินได้เอง ต่อมาก็ให้อาหารอื่น เช่น เนื้อ เนื้อปลา ลูกชิ้น และไข่ เป็นต้น เพิ่มลงไปในอาหารผสมทีละน้อย จนกระทั่งกินอาหารนี้ได้โดยไม่ต้องมีน้ำนม

     ในระหว่างการหัดให้หย่านมนี้  ควรแยกแม่ออกจากลูกสุนัข และให้ลูกสุนัขกินนมห่างขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับให้อาหารดังกล่าวเสริมทดแทน จนกระทั่งไม่ต้องกินนมแม่อีกต่อไป ครั้นเมื่อมีอายุ ได้ 4 สัปดาห์ก็ให้ทำการถ่ายพยาธิเสีย และเมื่อมีอายุได้ 5 - 6 เดือนขึ้นไปก็ให้กินอาหารประมาณ 3.5 % ของน้ำหนักตัว ควรให้อาหารวันละ 3 เวลา ประมาณ 3 เดือน แล้วจึงค่อยลดลงให้เหลือวันละ 2 เวลา สำหรับสุนัขที่มีอายุ 8 - 9 เดือนเต็ม

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การเลี้ยงดูสุนัขชิห์สุ ตอนที่ 2





วิธีการเลี้ยงดูสุนัขชิห์สุ


หมาท้อง
     อาหารที่เลี้ยงหมาที่กำลังตั้งท้องนั้นจะต้องมีคุณภาพสูง โปรตีนมาก ไขมันน้อย ขนาดและปริมาณที่ให้ในระยะ 6 อาทิตย์แรกของการตั้งท้องพอๆ กับใช้เลี้ยงดูหมาใหญ่ หรือหมาโตเต็มวัย ในประจำวัน แต่เราจะเพิ่มปริมาณอาหารให้มากขึ้นตามน้ำหนักตัวหมาในระยะ 3 อาทิตย์สุดท้ายก่อนคลอดคือ เพิ่มอาหารให้ปริมาณ 15-20 % ของน้ำหนักตัวแม่หมา
     ก่อนคลอด 1 - 2 วัน แม่หมาบางตัวมักไม่ค่อยกินอาหารหรือไม่กินเลย เพราะมัวแต่หาสถานที่คลอดลูก โดยเฉพาะแม่หมาสาวท้องแรก ฉะนั้นอย่าตกใจจนเกินไป หลังคลอดแล้วก็จะกินอาหารเอง ข้อพึงระวัง อย่าขุนมหาจนอ้วนเกินไปจนไม่มีแรงในการเบ่งคลอดลูก



หมาแม่ลูกอ่อน
     อาหารที่ใช้เลี้ยงหมาแม่ลูกอ่อนไม่ได้มีให้เฉพาะแม่หมาเท่านั้น มันต้องถ่ายทอดไปยังลูกหมาด้วย โดยการเปลี่ยนเป็นนม ฉะนั้นปริมาณอาหารที่แม่หมาจะกินต้องเพิ่มขึ้นโดยอาทิตย์แรกเพิ่มเท่าครึ่งจากปกติ อาทิตย์ที่ 2 เป็น 2เท่า และอาทิตย์ที่ 3 เป็น 3 เท่า

     สิ่งที่ต้องเสริมเพิ่มเติมแก่แม่หมาได้แก่ แร่ธาตุ คือ แคลเซียม และฟอสฟอรัส เพราะสิ่งเหล่านี้จะถูกแตกออกไปนมแม่สู่ลูกๆ ของมันในขณะเดียวกัน แม่หมาจึงมีปริมาณแคลเซียมที่ลดลงด้วย จนถึงระดับที่เกิดขาดแร่ธาตุที่เราเรียกว่า ภาวะแคลเซียมต่ำ แม่หมาแสดงอาการชัก เกร็ง น้ำลายไหลยืด ตัวร้อนจัด ฝรั่งเรียกว่า Milk Fever หรือไข้น้ำนม เมื่อเจ้าของพาไปหาหมอ หมอจึงฉีดแคลเซียมให้ อาการจะทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ทางที่ดีควรมีการป้องกันไว้โดยการเพิ่มเติมแคลเซียมลงไปในอาหารแม่ลูกอ่อน ตามคำแนะนำของหมอ พร้อมกับให้จากแหล่งอาหารธรรมชาติ คือ นม ซึ่งจะเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าวได้ดี


การเลี้ยงดูสุนัขขณะที่เป็นลูกสุนัข
     ลูกหมาไทยที่จะนำมาเลี้ยงนั้นควรมีอายุ 2 เดือน หรือหย่านมแล้ว หรือถ้าโตกว่านี้ก็จะยิ่งเลี้ยงง่ายขึ้น เมื่อนำสุนัขเข้ามาอยู่ที่แห่งใหม่วันแรก ถ้าบ้านเลี้ยงสุนัขอยู่แล้วก็ควรให้สุนัขได้รู้จักกับสุนัขที่มีอยู่เดิมและให้สุนัขรู้จักสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างไปจากที่เดิม เพื่อให้คุ้นเคยกับที่อยู่ใหม่ เพราะนิสัยสุนัขจะอยากรู้อยากเห็นสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ มาก จึงควรปล่อยให้สุนัขเดินสำรวจสถานที่หรือสิ่งต่างๆ ตามลำพัง จะทำให้มันรู้สึกว่า สถานที่ใหม่เป็นสถานที่ที่อบอุ่นปลอดภัย ไม่น่ากลัวใดๆ แต่สำหรับลุกสุนัขเล็กๆ บางตัวเมื่อเข้ามาอยู่ใหม่ จะมีปัญหาบ้าง เช่นมันจะหอนเพราะคิดถึงแม่และพี่น้องที่เคยเล่นกันมา เมื่อหิวก็หอน อาจทำให้รำคาญ เพราะหนวกหู วิธีการแก้ปัญหาลูกสุนัขหอน อาจนำสิ่งของที่ปูนอนในรังเก่าของลูกสุนัขมารองให้นอนในที่อยู่ใหม่ด้วย เพราะลูกสุนัขจะจำกลิ่นได้ และเข้าใจว่ายังอยู่ที่เดิม หรืออาจเลี้ยงสุนัข 2 ตัวอยู่ด้วยกัน เมื่อมีเพื่อนเล่นมันจะไม่เหงาและไม่ค่อยหอน
     โดยทั่วไปลูกสุนัขตอนเล็กๆ นิสัยเหมือนเด็ก จะชอบนอน ตื่นขึ้นมารู้สึก หิวก็ร้อง อิ่มก็นอน แล้วก็เล่น เมื่อโตขึ้นก็จะนอนน้อยลง ชอบตื่นขึ้นมากินและเล่นมากขึ้น จากนั้นก็จะคุ้นเคยกับความเป็นอยู่และสถานที่ใหม่
     ลูกสุนัขเมื่ออายุได้ 4-5 เดือน ก็เริ่มถ่ายขนขนจะหยาบกว่าเดิม ฟันน้ำนมก็จะเปลี่ยนเป็นฟันแท้ มีเขี้ยวขึ้นทั้ง 4 เขี้ยว ทำให้คันปาก จึงชอบแทะสิ่งต่างๆ ในบ้าน ถ้าสุนัขกัดสิ่งของในบ้านควรทำโทษ เพื่อให้เข็ดหลาบไม่ติดเป็นนิสัยควรหาของเล่น เช่น ลูกบอลเล็กๆ กัดแทะแทน ลุกสุนัขอายุ 4-6 เดือนจะชอบเล่นแทะ และซุกวนมาก กินอาหารเก่งอยากรู้อยากเห็นพออายุ 7-8 เดือน ก็จะเริ่มเข้าสู่วันหนุ่มสาว ถ้าเป็นตัวเมียก็จะเริ่มเป็นสัด ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่าให้ผสมพันธุ์กันในวัยนี้ อาจทำให้มันเสีย ถ้าจะให้ผสมพันธุ์ควรผลสมเมื่อมีอายุประมาณ 12-18 เดือนจะเหมาะสมมากกว่า



หมาโต
   ในวัยนี้เราสามารถให้อาหารสำเร็จรูปที่มีขายตามท้องตลาดได้แล้ว ซึ่งอาหารสำเร็จรูปที่นิยมมี 2 แบบ คือ
     อาหารแห้ง ส่วนใหญ่จะมีความชื้นต่ำมากคือ ไม่เกิน 10 % มักอัดอยู่ในรูปเม็ดทรงต่างๆ กัน ทำมาจากวัตถุดิบ คือ เนื้อวัว ม้า ไก่ หรือปลาป่น ฯลฯ บรรจุกล่องกระดาษ

     อาหารเปียก มีความชื้นสูงประมาณ 65-70 % ทำมาจากเนื้อวัว เนื้อม้า และเนื้อปลา ยังคงมีรูปร่างเป็นก้อนเนื้อให้เห็น บรรจุกระป๋อง จะน่ากินกว่าแบบแห้ง
ทั้งสอแบบสามารถเทใส่ภาชนะให้สุนัขกินได้ทันที แต่หมาจะกินหรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่งเพราะหมาบางตัวไม่ยอมรับอาหารเหล่านี้ จะเป็นเพราะกลิ่นหรือรสหรือความแข็งกระด้างก็เป็นได้ ดังนั้นจึงต้องมีการฝึกหัดให้กินก่อน โดยการหลอกล่อด้วยเล่ห์กล กล่าวคืออาจผสมอาหารสำเร็จรูปจำนวนเล็กน้อยลงในอาหารสำเร็จขึ้นไปทีละน้อย ทำบ่อยๆ จนในที่สุดหมาตัวนั้น สามารถกินอาหารสำเร็จรูปล้วนๆ ผู้เลี้ยงบางคนอาจว่าวิธีนี้ไม่ทันใจ ใช้วิธีเผด็จการ กินก็กิน ไม่กินก็อด จะอดได้ไม่นาน สุดท้ายก็ยอมกิน แต่ควรระวังจะเจอตัวที่ยอมอดเป็นอดตายเข้าจริงๆ


หมาสูงอายุ
   หมาสูงอายุจะมีร่างกายที่เริ่มเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา ดังนั้นการให้อาหารจึงควรที่จะให้ตามความเหมาะสมของวัยของสุนัข ซึ่งควรมีลักษณะเป็นอาหารที่ย่อยง่าย เช่นเนื้อที่ไม่มีพังพืด อาหารที่มีไขมันน้อย อาหารที่มีโปรตีนสูง เพื่อที่จะได้ไปเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ ปริมาณที่ให้ก็ไม่ควรมากเกินไปเนื่องจาก หมาวัยนี้จะไม่กระฉับกระเฉง การวิ่งออกกำลังกายก็น้อยลงตามอายุ ฉะนั้นอาหารที่กินเข้าไปมากๆ นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้วยังก่อให้เกิดโทษ เช่น ท้องอืด แน่นเฟ้อ

     อนึ่ง หมาที่แก่มากๆ อัตราการกินอาหารย่อมต่ำลงเป็นธรรมดา บางครั้งอาจกินวันละเพียงเล็กน้อย หรือกินบ้างไม่กินบ้างเจ้าของอาจให้อาหารเสริมเช่น อาหารสำเร็จรูป น้ำซุปและวิตามินต่างๆ เป็นการช่วยกระตุ้นความอยากอาหารและความแข็งแรงของร่างกายอีกทางหนึ่ง

วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การเลี้ยงดูสุนัขชิห์สุ ตอนที่ 1





ความพร้อมในการเลี้ยงสุนัข

1. ความพร้อมของสถานที่ การเลี้ยงสุนัขต้องมีสถานที่ หรือบริเวณสำหรับให้สุนัขวิ่งเล่นออกกำลังกายบ้าง อย่าปล่อยให้สุนัขอยู่ในที่แคบ สิ่งแวดล้อมไม่ดี มันจะรู้สึกซึมและส่งเสียงคราง อุปนิสัยผิดไป ดังนั้นผู้เลี้ยงสุนัขควรคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสถานที่ให้พอเหมาะกับสุนัขด้วย

2. ความพร้อมของผู้เลี้ยง ผู้เลี้ยงควรสำรวจตัวเองเสียก่อนว่าชีวิตความเป็นอยู่เป็นอย่างไร และมีเวลาให้กับสุนัขหรือไม่ เช่น ถ้าสถานที่แคบไม่มีบริเวณที่จะปล่อยให้สุนัขวิ่งเล่น แต่อยากจะเลี้ยงสุนัขมากจึงขังกรงเอาไว้ ก็จะไม่ได้อะไรขึ้นมา ผู้เลี้ยงจะได้รับเพียงเสียงเห่าที่หนวกหูเท่านั้น ผู้เลี้ยงต้อยมีเวลาพามันออกกำลังวิ่งเล่นบ้าง คอยฝึกสอนบางสิ่งบางอย่างที่เป็นพื้นฐานต่างๆ ให้สุนัข จะทำให้สุนัขที่เลี้ยงมีคุณค่ามากขึ้น เช่นการนั่งคอย การไหว้ ไม่ขโมยอาหารและกินมูมมาม

3. ความรัก การเลี้ยงดูสุนัขต้องมีความรัก ความจริงใจและเสมอต้นเสมอปลายด้วย เพราะบางคนนำสุนัขมาเลี้ยงขณะที่ยังเป็นลูกสุนัข มีความน่ารักขนปุกปุย ขี้เล่น แต่พอสุนัขโตขึ้นความน่ารักดังกล่าวก็จะค่อยๆ หายไป นิสัยใจคอเปลี่ยนไป รูปร่างขนที่ปุกปุยก็จะหยาบ ขายาว ตัวโตขึ้น หมดความน่ารักลง ทำให้ไม่อยากเอาใจใส่และไม่เล่นกับมัน แต่สุนัขไม่มีความเข้าใจในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนี้ยังคงทำในสิ่งที่เคยทำ เช่น อยากจะให้อุ้ม แล้วตะกุยตะกายให้อุ้ม แต่เรามักไม่เข้าใจก็ทำโทษมันด้วยความโมโหและรำคาญที่ถูกเล็บข่วนเป็นเป็นแผล หรือทำให้เสื้อผ้าสกปรก จึงทำโทษด้วยการดุหรือเฆี่ยนตี ทำให้สุนัขเข็ดกลัวไม่อยากเข้าใกล้ หรือคอยหลบๆ ซ่อนๆ ทำให้สุนัขที่เคยน่ารักหมดคุณค่าไป

4. ความเอาใจใส่ในชีวิตประจำวัน เมื่อสุนัขเกิดอาการไม่สบาย มันไม่สามารถบอกเล่าอาการต่างๆ ได้เหมือนคน จึงต้อยคอยสังเกต เอาใจใส่ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้สุนัขมีความเป็นอยู่ที่ดี นอกเหนือไปจากการให้อาหารและน้ำดื่มที่สะอาดแล้ว ต้องคอยสังเกตว่าสุนัขมีสุขภาพอย่างไร ในเรื่องของการขับถ่าย ท้องเสียหรือไม่ มีกิริยาท่าทางร่าเริงหรือหงอย ซึม ไม่สบาย มีแปล มีเห็บหมัดรบกวนหรือไม่ หากพบสิ่งผิดปกติต้องรีบช่วยเหลือทันที

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การเลี้ยงสุนัขพันธุ์ชิวาวา ตอนที่ 3




ปัจจัยสำคัญของการเลี้ยงน้องชิ

1. สถานที่
     ผู้ที่คิดจะเลี้ยงสุนัขควรจะมีสถานที่ หรือบริเวณพอที่สุนัขสามารถจะวิ่งเล่นออกกำลังกายได้บ้าง และจัดเป็นสัดส่วน เพื่อปกป้องข้าวของของผู้เลี้ยงเสียหาย เช่น การกัดแทะ การเยี่ยวรดสิ่งของ การอุจจาระไม่เป็นที่เป็นทาง และการลักขโมยของกิน -..-


2. ความพร้อมของเจ้าของ
     เมื่อคิดจะเลี้ยงสุนัขแล้ว เจ้าของทุกๆ ท่านจะต้องมีเวลาให้กับน้องชิด้วย  ซึ่งจะเกี่ยวพันถึงความพร้อมของสถานที่ด้วย ถ้าหากไม่มีพื้นที่ ถ้าจะให้น้องชิของเราได้วิ่งเล่น แต่เรากลับจับน้องชิไปขังไว้ในกรง ทำให้น้องชิกดดัน แล้วจะได้ยินเสียงเห่าหนวกหู ทำให้ละแวกบ้านได้รับความเดือนร้อนไปด้วย และยังส่งผลถึงน้องชิ ทำให้เราไม่สามารถเห็นความน่ารักของน้องชิตามธรรมชาติได้ ทำให้อุปนิสัยผิดไปจากเดิม แต่ถ้าหากมีความต้องการอยากจะเลี้ยงจริงๆ ก็ต้องมีการจัดแจงเวลาให้เหมาะสม เช่น การพาน้องชิออกไปวิ่งเล่นตามสวนสาธารณะต่างๆ


3. ความรัก
     ผู้ที่คิดจะเลี้ยงน้องชิ จะต้องมีความรัก ความจริงใจและเสมอต้นเสมอปลายให้กับน้องชิด้วย บางคนได้ลูกสุนัขมาเลี้ยง เพราะความน่ารัก ในขณะที่ยังเป็นลูกสุนัขจึงนำมาเลี้ยง แต่พอสุนัขเริ่มโตขึ้น ความน่ารักที่ได้มาเหล่านั้นหายไป นิสัยใจคอเปลี่ยนไป รูปร่างโตขึ้นผิดไปจากตอนแรก อาจจะทำให้ความรักที่มีต่อลูกสุนัขตัวเล็กๆ จืดจางลงไป เริ่มไม่สนใจ ปล่อยปะล่ะเลย ดังนั้นผู้ที่คิดจะเลี้ยงน้องชิและสุนัขพันธุ์อื่นๆ จึงควรให้ความรัก ความเอ็นดูความจริงใจกับสุนัขอย่างเสมอต้นเสมอปลายด้วย


4. ความเอาใจใส่
     การเลี้ยงน้องชิจะทำให้ต้องมีภาระเพิ่มขึ้น เช่น ต้องเช็ครอยเท้าที่สกปรกตามพื้นบ้าน ต้องแปรงขน อาบน้ำให้ คอยกำจัดเห็บที่รบกวน หรือต้องคอยสนใจสังเกตว่า น้องชินั้นมีสุขภาพอย่างไร ในเรื่องการขับถ่าย ท้องเสียหรือไม่ กริยาท่าทางร่าเริงหรือหงอยๆ ซึมๆ ไม่สบาย การเดิมไม่ถนัด เป็นแผล หรือขาเคล็ดขาหัก สิ่งที่เราสามารถสังเกตว่าน้องชิไม่สบายแบบง่ายๆ คือจมูก ถ้าหากน้องชิมีจมูกแห้งไม่เป็นมัน และถ้าน้องชิของเรานั้นไปกินหญ้า หรือใบตะไคร้ แสดงว่าน้องชิของเรานั้นมีอาการไม่สบาย ต้องช่วยเหลือห้ามปล่อยไว้เด็ดขาด