วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การเลี้ยงสุนัขพันธุ์ชิวาวา ตอนที่ 3




ปัจจัยสำคัญของการเลี้ยงน้องชิ

1. สถานที่
     ผู้ที่คิดจะเลี้ยงสุนัขควรจะมีสถานที่ หรือบริเวณพอที่สุนัขสามารถจะวิ่งเล่นออกกำลังกายได้บ้าง และจัดเป็นสัดส่วน เพื่อปกป้องข้าวของของผู้เลี้ยงเสียหาย เช่น การกัดแทะ การเยี่ยวรดสิ่งของ การอุจจาระไม่เป็นที่เป็นทาง และการลักขโมยของกิน -..-


2. ความพร้อมของเจ้าของ
     เมื่อคิดจะเลี้ยงสุนัขแล้ว เจ้าของทุกๆ ท่านจะต้องมีเวลาให้กับน้องชิด้วย  ซึ่งจะเกี่ยวพันถึงความพร้อมของสถานที่ด้วย ถ้าหากไม่มีพื้นที่ ถ้าจะให้น้องชิของเราได้วิ่งเล่น แต่เรากลับจับน้องชิไปขังไว้ในกรง ทำให้น้องชิกดดัน แล้วจะได้ยินเสียงเห่าหนวกหู ทำให้ละแวกบ้านได้รับความเดือนร้อนไปด้วย และยังส่งผลถึงน้องชิ ทำให้เราไม่สามารถเห็นความน่ารักของน้องชิตามธรรมชาติได้ ทำให้อุปนิสัยผิดไปจากเดิม แต่ถ้าหากมีความต้องการอยากจะเลี้ยงจริงๆ ก็ต้องมีการจัดแจงเวลาให้เหมาะสม เช่น การพาน้องชิออกไปวิ่งเล่นตามสวนสาธารณะต่างๆ


3. ความรัก
     ผู้ที่คิดจะเลี้ยงน้องชิ จะต้องมีความรัก ความจริงใจและเสมอต้นเสมอปลายให้กับน้องชิด้วย บางคนได้ลูกสุนัขมาเลี้ยง เพราะความน่ารัก ในขณะที่ยังเป็นลูกสุนัขจึงนำมาเลี้ยง แต่พอสุนัขเริ่มโตขึ้น ความน่ารักที่ได้มาเหล่านั้นหายไป นิสัยใจคอเปลี่ยนไป รูปร่างโตขึ้นผิดไปจากตอนแรก อาจจะทำให้ความรักที่มีต่อลูกสุนัขตัวเล็กๆ จืดจางลงไป เริ่มไม่สนใจ ปล่อยปะล่ะเลย ดังนั้นผู้ที่คิดจะเลี้ยงน้องชิและสุนัขพันธุ์อื่นๆ จึงควรให้ความรัก ความเอ็นดูความจริงใจกับสุนัขอย่างเสมอต้นเสมอปลายด้วย


4. ความเอาใจใส่
     การเลี้ยงน้องชิจะทำให้ต้องมีภาระเพิ่มขึ้น เช่น ต้องเช็ครอยเท้าที่สกปรกตามพื้นบ้าน ต้องแปรงขน อาบน้ำให้ คอยกำจัดเห็บที่รบกวน หรือต้องคอยสนใจสังเกตว่า น้องชินั้นมีสุขภาพอย่างไร ในเรื่องการขับถ่าย ท้องเสียหรือไม่ กริยาท่าทางร่าเริงหรือหงอยๆ ซึมๆ ไม่สบาย การเดิมไม่ถนัด เป็นแผล หรือขาเคล็ดขาหัก สิ่งที่เราสามารถสังเกตว่าน้องชิไม่สบายแบบง่ายๆ คือจมูก ถ้าหากน้องชิมีจมูกแห้งไม่เป็นมัน และถ้าน้องชิของเรานั้นไปกินหญ้า หรือใบตะไคร้ แสดงว่าน้องชิของเรานั้นมีอาการไม่สบาย ต้องช่วยเหลือห้ามปล่อยไว้เด็ดขาด

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การเลี้ยงสุนัขพันธุ์ชิวาวา ตอนที่ 2




หาน้องชิมาเลี้ยงสักตัว

     สำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ ว่าจะซื้อสุนัขพันธุ์ชิวาวามาเลี้ยงดีหรือไม่นั้น มีข้อแนะนำในการซื้อสุนัขพันธุ์ชิวาวานี้ ก่อนอื่นควรเริ่มต้นจากการศึกษามาตรฐานสายพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก สุนัขพันธุ์ชิวาวานั้น อายุโดยเฉลี่ยประมาณ 10 – 15 ปี เพราะฉะนั้นถ้าผู้ที่ไม่ได้ศึกษาทำความเข้าใจมากก่อน อาจต้องเลี้ยงสุนัขที่ไม่เป็นที่ต้องการไปอีก 10 – 15 ปี ในการที่จะเลี้ยงน้องชิได้ดีนั้น ต้องมีความเข้าใจในชีวิตและความเป็นอยู่ของน้องชิ สุนัขทุกตัวต้องการความรัก ความเอาใจใส่ และความเข้าใจจากผู้ที่เป็นเจ้าของด้วย


วัตถุประสงค์ในการเลี้ยง

     ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสุนัขพันธุ์ชิวาวามาเลี้ยง สำหรับน้องชิถือว่าเป็นสุนัขพันธุ์ที่มีขนาดเล็กเลี้ยงง่าย เห่าไม่เก่ง กินน้อย สามารถเลี้ยงในบ้านที่มีเนื้อที่น้อย เช่น คอนโดมีเนียม อพาร์ทเมนท์ เป็นต้น น้องชิเป็นสุนัขที่รักความสะอาดไม่ต้องใช้เวลาในการดูแลมากนัก ถึงแม้ว่าจะเป็นน้องชิขนยาวก็เพียงแค่อาบน้ำ แปรงขนนิดหน่อยเป็นอันเรียบร้อย นอกจากนี้สุนัขพันธุ์ชิวาวายังเป็นสุนัขที่ฉลาด สามารถฝึกหัดง่าย เชื่อฟังคำสั่ง ขี้เล่น จงรักภักดีต่อเจ้าของมาก จนดูเหมือนกับว่าติดเจ้าของ สุนัขพันธุ์ชิวาวาไม่ชอบอยู่ตัวเดียว เวลานายเดินไปไหนมันจะคอยมองดูเจ้านายของมันให้อยู่ในสายตาตลอดเวลา และที่สำคัญสุนัขพันธุ์ชิวาวามีขนาดที่เล็ก สามารถนำพาไปไหนมาไหนได้สะดวก ถือเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของน้องชิ


     น้องชิ มีข้อควรระมัดระวังอยู่บ้าง คือ สุนัขพันธุ์ชิวาวานี้ไม่ชอบอากาศเย็นและจะมีอาการสั่นเมื่อตื่นเต้นหรือตกใจ ด้วยขนาดที่เล็กและบอบบางจังต้องระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับสุนัข และอีกปัญหาหนึ่งก็คือเวลาน้องชิคลอดตรงที่หัวโตเป็นแอปเปิลแต่ตัวเล็ก จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คลอดยาก ทำให้บางครั้งต้องผ่าออกเพื่อความปลอดภัย ของน้องชิด้วย

     การเลือกสุนัขพันธุ์ชิวาวามาเลี้ยงนั้น คือ ถ้าเป็นลูกสุนัขควรจะมีอายุอย่างน้อย 8 สัปดาห์ สุนัขยิ่งอายุน้อย จะยิ่งเลี้ยงยาก และมีปัญหาในการเลี้ยงมาก แต่ถ้าเป็นลูกสุนัขที่หย่านมแล้วและอายุไม่ต่ำกว่า 2 เดือน จะเลี้ยงง่ายกว่า และโอกาสรอดมีมากกว่า เหมาะสำหรับผู้เริ่มเลี้ยงสุนัข

     ในการเลือกซื้อ ผู้ซื้อควรตัดสินใจด้วยตัวเองมากกว่าจะเชื่อคำโฆษณาของผู้ขาย และควรเลือกสุนัขที่มีสุขภาพดี ไม่เป็นโรค โดยดูจากลักษณะภายนอก ท่าทาง และอารมณ์

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การเลี้ยงสุนัขพันธุ์ชิวาวา ตอนที่ 1




      ลักษณะทั่วไป : ชิวาวาเป็นสุนัขขนาดเล็กที่มีความฉลาดและจงรักภักดีต่อเจ้าของมาก มีทั้งพันธุ์สั้นและขนยาว ชิวาวาพันธุ์ขนสั้นมีต้นกำเนิดมาจากสุนัขสายพันธุ์ดั้งเดิม ส่วนสายพันธุ์ขนยาวเพิ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาภายหลัง ชิวาวาเป็นสุนัขที่มีโครงสร้างกระชับสมสัดส่วน ดูสง่างาม คล่องแคล่วว่องไวและตื่นตัวตลอดเวลา กะโหลกมีลักษณะกลม ความยาวลำตัวมากกว่าความสูงเล็กน้อย จมูกและปากสั้น ปลายจมูกค่อนข้างแหลม จมูกมีสีเข้มเข้ากับขนลำตัว ใบหูมีขนาดใหญ่ปลายหูค่อนข้างแหลมตั้งขึ้น ตาโต แต่ไม่ยื่นโปนออกมา นัยน์ตามีสีดำสนิท

     นิสัย : ชิวาวาเป็นสุนัขมีความฉลาดและจงรักภักดีต่อเจ้าของมาก  เมื่อเทียบกับสุนัขพันธุ์อื่นๆ โดยปกติมักเป็นสุนัขที่เงียบสงบไม่ค่อยเห่าส่งเสียงรบกวน เว้นแต่จะถูกรบกวนหรือทำตกใจจึงจะเห่า  เพื่อรักษาที่อยู่อาศัยของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีนิสัยกล้าหาญ  มักจะยืนหยัดต่อสู้กับสุนัขตัวอื่นๆ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กกว่า แต่ก็มีอัธยาศัยที่ดีกับสุนัขตัวอื่นหรือสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ


     ขนาด :  ความสูง 16-20 (เซนติเมตร)- น้ำหนักตัว 2.5-2.7 (กิโลกรัม)

     ขน :   ชิวาวาพันธุ์ขนสั้น เส้นขนควรมีลักษณะอ่อนนุ่มและแนบติดกับลำตัวขนเป็นมันแวววาว หากชิวาวาตัวโต จะมีขนขึ้นดกหนากว่าปกติ เพราะมีขนชั้นในด้วยไม่ถือ
ว่าผิดมาตรฐานโดยปกติขนที่บริเวณลำตัวและคอ จะขึ้นหนาแน่นกว่าขนตามส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ส่วนขนที่บริเวณศีรษะและใบหูจะบางกว่าส่วนอื่น
     ชิวาวาพันธุ์ขนยาว เส้นขนควรมีลักษณะอ่อนนุ่ม ขนเหยียดตรง หรือเป็นลอนเล็กน้อย แต่ห้ามหยิก ขนชั้นในจะมีหรือไม่มีก็ได้ ขนที่บริเวณใบหูจะต้องยาว แต่ถ้าขนยาวและดกมากหนาเกินไปจนห้อยปรกลงมาครอบใบหู ควรตัดเล็มออกสำหรับขนที่บริเวณขาอุ้งเท้า และบริเวณด้านหลังของสะโพกควรมีเส้นเล็กบาง ส่วนขนที่บริเวณลำคอและหางควรมีลักษณยาวและฟู




วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ภัยร้ายใกล้ตัวของเจ้าตูบจอมตะกละ


     ผศ.น.สพ.สุวิชา จุฑาเทพ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลายครั้งสิ่งของที่เราวางระเกะระกะในบ้านนั้น พร้อมที่จะเป็นอาวุธร้ายที่จะพรากชีวิตสุนัขไปจากเราได้โดยง่าย โดยเฉพาะสุนัขที่มีนิสัยชอบกินไม่เลือก ไม่ต่างไปจากเด็กเล็กที่ชอบเอาสิ่งโน่นสิ่งนี่มาใส่ปาก จนอาจเผลอกลืนลงไป โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้น อาจส่งผลร้ายๆ ตามมาในอนาคตอันใกล้ ฉะนั้นการที่เราเสียเวลาอ่านบทความสั้นๆ นี้ อาจจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยชีวิตสุนัขของเราให้รอดพ้นจากภยันตรายนี้ได้

       Q: ของสิ่งใดบ้างที่จะเป็นอันตรายได้เมื่อสุนัขเผลอกลืนลงไป
     A: ทุกสิ่งทุกอย่างครับ ที่มีขนาดใหญ่หรือมีคม จากที่เราพบเห็นเสมอๆ ก็คือกระดูก ไม่ว่าจะเป็นกระดูกหมูชิ้นใหญ่ๆ  หรือชิ้นขนาดพอดีที่จะอุดทางเดินอาหาร (เพราะถ้าใหญ่มากๆ คงจะกลืนไม่เข้า คงได้แต่นอนคุมกันท่าไม่ให้สุนัขตัวอื่นมายุ่ง) กระดูกสันหลังหมูที่มีมุม มีแง่งยื่นออกมาจากไขกระดูก หรือกระดูกไก่ที่พอแตกหักแล้วจะแหลมคมมาก ก็พร้อมที่จะอุดหรือทิ่มแทงหลอดอาหารได้อย่างง่ายดาย แม้กระทั่งชิ้นเนื้อที่เราให้กินนั้น ถ้าชิ้นใหญ่มากๆ แล้วมีเพื่อนสุนัขในบ้านหลายตัวที่จะแย่งกันกิน เจ้าตูบจอมงกก็พร้อมที่จะกลืนลงคอได้โดยทันทีทันใด นอกจากนี้แล้ว ยังมีของอีกหลายอย่างที่จะก่อให้เกิดปัญหาได้ เช่น เบ็ดตกปลาที่ถูกกลืนลงไปพร้อมกับปลา หรือเหยื่อที่เจ้าของเกี่ยวไว้ ก้อนหิน เชือกผูกรองเท้า ไหมขัดฟัน หรือเศษผ้า เศษด้าย เศษไหม ซึ่งเป็นของที่มีลักษณะเป็นเส้นยาว ถุงพลาสติกที่ถูกกลืนกินลงไปพร้อมกับอาหารแสนอร่อย นอกจากนั้นในบ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้ เช่น ต้นมะม่วง ควรเตรียมใจพบเจอปัญหานี้ได้เลย เมื่อเข้าฤดูที่มะม่วงสุกและตกลงโคนต้น แล้วถ้าเจ้าตูบของเรารักจะดำเนินชีวิตในลักษณะของชีวจิต แน่นอนว่าเขาพร้อมที่จะกินไปทั้งเมล็ดได้เลยถ้าผลมะม่วงสุกนั้นทั้งหอมทั้งหวาน

      Q: แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสุนัขเราได้กินสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นเข้าไปแล้ว
    A: ก่อนอื่นสุนัขที่เราเลี้ยงนั้น เจ้าของคงจะต้องรู้นิสัยดีแล้วว่าเขาซน เขาตะกละ หรือเขาแสดงนิสัยกินไม่เลือกหรือเปล่า ถ้าใช่ก็จะต้องเริ่มระแวดระวังสักหน่อย และเมื่อพบว่ามีของบางอย่างในบ้านได้อันตรธานหายไป โดยยังหาจำเลยไม่ได้ ลองสังเกตอาการเจ้าตูบ ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยดูว่าสุนัขกินอาหารได้อย่างปกติหรือไม่ เขาพยายามใช้สองขาหน้าตะกุย หรือเขี่ยช่องปาก สำรอก หรือการแสดงอาการอาเจียนให้เห็นหรือเปล่า หรือแม้แต่ของที่เขาชอบมากๆ ก็ยังคงส่ายหัวปฏิเสธ ถ้าเจ้าของปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป (บางท่านรู้เมื่อเวลาผ่านไปเป็นสัปดาห์ก็มี) ปัญหาที่ตามมาอาจรุนแรงมากขึ้นได้ โดยเฉพาะในรายที่สุนัขมีน้ำหนักตัวลดลงมาก  หรือแสดงอาการปวดท้องรุนแรง  แต่ในรายที่เจ้าของเห็นเหตุการณ์ต่อหน้า เช่น ในรายที่ตับปิ้งหอมๆ ทั้งไม้เสียบ ถูกกลืนลงไปต่อหน้าต่อตา หรือกระโดดกินปลาพร้อมเบ็ดลงไป แล้วยังมีสายเบ็ดคาอยู่ที่มุมปาก ก็หมดข้อกังขาได้เลยว่าเจ้าตูบได้ก่อปัญหาให้กับตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

       Q: ถ้าพบว่าสุนัขเรากินสิ่งแปลกปลอมเข้าไป หรือเพียงแต่สงสัยจะทำอย่างไรดี
   A: ในกรณีที่ฉุกเฉิน เช่น สงสัยว่าสิ่งแปลกปลอมอุดตันเข้าไปในส่วนของหลอดลม ก็มีความจำเป็นต้องวิ่งไปโรงพยาบาลสัตว์ที่ใกล้บ้านโดยไว เพราะถ้าทางเดินหายใจถูกปิดกั้น นับว่าเป็นอันตรายรุนแรง ส่วนในกรณีที่เป็นเบ็ดตกปลาที่ยังมีสายเบ็ดยื่นออกมาจากปาก ให้เจ้าของตัดสายเบ็ดให้ยาวออกมาจากปากประมาณ 1 คืบ เพื่อช่วยสัตวแพทย์ให้ทำการเอาออกได้ง่ายขึ้น ส่วนกรณีอื่นๆ เจ้าของควรพามาพบสัตวแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะหากทิ้งไว้นาน จะนำมาซึ่งผลเสียที่รุนแรงได้ เช่น การเกิดหลอดอาหารโป่งพอง หรือฉีกขาดได้จากการอุดตันนานๆ หรือลำไส้ทะลุได้ หากสิ่งแปลกปลอมมีความคม โดยเฉพาะไม้เสียบลูกชิ้น ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานอาจทะลุผ่านกระเพาะอาหารไปทิ่มและฝังอยู่ในกลีบตับได้ และข้อที่ต้องคำนึงมากที่สุดคือ งดการให้อาหารหลังประสบเหตุทันที เพราะจะช่วยลดโอกาสการรั่วของอาหารหรือน้ำ ผ่านออกมาจากทางเดินอาหารได้ รวมถึงจะช่วยลดความเสี่ยงจากการสำลักจากการวางยาซึม หรือยาสลบได้ ในกรณีที่สัตวแพทย์จำเป็นต้องวางยา เพื่อช่วยเหลือ

        Q: แล้วสัตวแพทย์จะชี้ชัดได้อย่างไร ว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตัวสุนัขเราจริงๆ
    A: อันดับแรกคงอยู่ที่การซักถามและสอบประวัติ รวมถึงคำยืนยันของเจ้าของซึ่งเปรียบเหมือนเป็นพยานปากเอกที่สำคัญ จากนั้นเป็นการตรวจร่างกาย โดยการเปิดปากสำรวจในช่องปาก หรือคอส่วนต้น หรือกระทั่งการคลำตรวจในช่องท้องก็สามารถเป็นอีกวิธีในการตรวจหาได้เช่นกัน จากนั้นถ้ามีข้อสงสัยต่อเนื่องก็คงต้องอาศัยวิธีทางรังสีวิทยา หรือทางการใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ช่วยวินิจฉัยต่อเนื่องได้ โดยหากสิ่งแปลกปลอมเป็นกระดูก ก้อนหิน หรือสิ่งของที่มีส่วนประกอบเป็นโลหะ ก็จะง่ายต่อการมองเห็นจากภาพถ่ายทางรังสีวิทยา แต่ถ้าเป็นเศษพลาสติก เศษผ้า เศษด้าย ไม้ เมล็ดมะม่วง เมล็ดทุเรียน ก็อาจมีความจำเป็นจะต้องนำเทคนิคพิเศษทางรังสีวิทยามาช่วย เช่น การให้สัตว์กลืนสารทึบรังสี หรือที่เราเรียกว่ากลืนแป้งเข้าไป เพื่อช่วยให้แป้งเข้าไปเคลือบสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น ทำให้เรามองเห็นได้ง่ายขึ้นได้จากภาพถ่ายรังสี รวมทั้งถ้ามีการอุดตันก็จะพบได้ว่าแป้งที่กลืนนั้นจะสะสมอยู่บริเวณส่วนหน้าที่มีการอุดตันได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าโชคร้ายในกรณีที่มีการทะลุเข้าช่องท้อง ก็จะพบว่ามีสารทึบรังสีแพร่กระจายออกมาจากทางเดินอาหารได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าในบางโรงพยาบาลสัตว์ที่มีเครื่องอัลตร้าซาวด์ ก็สามารถใช้อุปกรณ์นี้ในการช่วยวินิจฉัยได้ โดยการสแกนดูความผิดปกติภายในบริเวณทางเดินอาหารที่สงสัยว่ามีการอุดตันเกิดขึ้นหลังจากวินิจฉัยจากภาพถ่ายทางรังสีแล้ว

       Q: ถ้าพบว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในทางเดินอาหารสุนัขเราแล้ว จะมีหนทางใดเอาออกได้บ้าง
     A: คือต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่า อะไรคือสิ่งแปลกปลอม ขนาด และลักษณะเป็นอย่างไร ติดอยู่บริเวณใด ติดมานานแค่ไหน สภาพของสัตว์ป่วยว่าดูปกติอยู่ หรือโทรม อ่อนแรงอย่างหนัก ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยในการพิจารณาหาทางเลือก และทางออกให้กับปัญหานี้ ทั้งนี้ยังไม่รวมไปถึงอุปกรณ์และเครื่องมือที่คลินิก หรือโรงพยาบาลสัตว์นั้นๆ จะพึงมี ถ้าเช่นนั้นขอยกตัวอย่างเป็นกรณีไปละกันนะครับ
     - ถ้าเป็นการติดของกระดูกก้างปลา หรือแม้กระทั่งเข็มเย็บผ้า ที่ติดอยู่ในช่องปาก แล้วเป็นสุนัขใจดีไม่ดุ ก็จะง่ายต่อการเปิดปาก แล้วเอาอุปกรณ์คีบเอาออกได้โดยง่าย  แต่ทั้งนี้ก่อนจะคีบออก สัตวแพทย์ผู้แก้ไขสามารถจะเลือกใช้ยาลดปวด หรือยาซึมกับสุนัขก่อนจะลงมือ เพื่อช่วยให้สุนัขสงบลง และลดความเจ็บปวดเสียก่อนได้
     - ถ้าเป็นการติดของกระดูกสันหลังหมู กระดูกไก่ หรือเบ็ดตกปลา ในหลอดอาหารที่ลึกเข้าไปจากช่องปาก กรณีนี้การตรวจวินิจฉัยอาจจำเป็นต้องรวมไปถึง การตรวจสอบการฉีกขาดของหลอดอาหารเสียก่อน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยพบการฉีกขาด เพราะหลอดอาหารค่อนข้างมีความยืดหยุ่นสูง ส่วนของการแก้ไขก็สามารถทำได้โดยการส่องกล้องเข้าไป เเล้วค่อยๆ คีบออกมา ทั้งนี้บริเวณของหลอดอาหารที่มักจะพบว่ามีการอุดตันมักอยู่บริเวณหลอดอาหารส่วนท้ายก่อนที่จะผ่านเข้าไปในกระเพาะ เพราะไม่สามารถผ่านหูรูดก่อนเข้ากระเพาะส่วนต้น ปัญหาใหญ่จะเกิดได้เมื่อไหร่ที่ไม่สามารถคีบออกหรือดันลงไปในกระเพาะได้ หรือมีการฉีกขาดของหลอดอาหาร ทำให้เศษอาหารหลุดเข้าไปในช่องอก สัตวแพทย์ก็มีความจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเปิดช่องอก เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวในลำดับถัดไป ทั้งนี้การผ่าตัดช่องอกจำเป็นต้องอาศัยทีมศัลยสัตวแพทย์ และอุปกรณ์เพิ่มเติม การจะลงมือผ่าตัด ดังนั้นสัตวแพทย์ทุกท่านที่จะแก้ไข มักจะทำการเตรียมพร้อมสำหรับแผนสองนี้อยู่แล้ว และการคุยชี้แจงกับเจ้าของล่วงหน้า จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์เลวร้ายที่สุนัขประสบอยู่
     - ถ้าเป็นสิ่งแปลกปลอมชิ้นไม่ใหญ่ไม่เล็กและไม่มีขอบคม เช่น ก้อนหิน ลูกแก้ว หรือแม้กระทั่งกระดูกหมูที่ติดอยู่ในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ สัตวแพทย์จะพิจารณาว่าของเหล่านั้น  มีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิดปัญหาการอุดตันหรือไม่ จากการตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยา หรืออัลตร้าซาวนด์ ถ้าไม่มีปัญหาการอุดตัน การรอคอย หรือให้เวลากับสุนัขก็เป็นทางเลือกที่เปิดรออยู่  โดยหลายครั้งก็พบว่าสุนัขสามารถขับถ่ายออกมาได้เองตามปกติ   ทั้งนี้สัตวแพทย์บางท่านอาจพิจารณาให้ยาระบายอ่อนๆ มาช่วยให้สุนัขขับถ่ายออกมาได้คล่องขึ้นได้ แต่หากเป็นสิ่งแปลกปลอมที่มีแนวโน้มของการอุดตันที่กระเพาะอาหาร การใช้กล้องส่องตรวจเพื่อคีบออกมา ก็มักจะเป็นทางเลือกแรก แต่หากไม่สำเร็จการเปิดผ่าช่องท้องก็อาจจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่สัตวแพทย์มักจะต้องคุยกับเจ้าของก่อนจะทำการแก้ไข
     - ถ้าเป็นสิ่งแปลกปลอมจำพวกไม้เสียบลูกชิ้น เข็มเย็บผ้า หรือสิ่งแปลกปลอมที่มีคมแล้วสุนัขสามารถกลืนผ่านเข้าไปในกระเพาะอาหารได้ ทางเลือกในการแก้ไขก็อาจลดน้อยลง เพราะการรอคอยให้สุนัขขับถ่ายออกเองก็เป็นไปได้ยาก (แต่ทั้งนี้ก็เคยมีสุนัขพันธุ์ใหญ่ที่สามารถขับถ่ายไม้เสียบลูกชิ้น ขนาดยาวประมาณ 10 ซม. ออกทางก้นได้เช่นกัน) รวมถึงโอกาสที่จะเกิดการทะลุออกมานอกทางเดินอาหารก็เป็นไปได้สูง โดยการทิ่มทะลุของเศษไม้ หรือเข็มออกมาทิ่มในเนื้อตับ ซึ่งอยู่ชิดกับกระเพาะก็พบได้บ่อยเช่นกัน ดังตัวอย่างในประเทศเมืองหนาวจะพบว่าเมื่อฤดูร้อนเริ่มต้นการออกมาทำบาร์บีคิวเป็นที่นิยม นั่นเองคือจุดเริ่มของงานที่เข้ามาหาสัตวแพทย์ โดยเฉพาะเจ้าของที่มีสุนัขที่ชอบกระชากไม้ปิ้งบาร์บีคิวไปกินทั้งอันหรือเจ้าของที่เผลอให้กินทั้งไม้ ก็มักจะพบว่ามักจะไปจบอยู่ที่โรงพยาบาลสัตว์ โดยหลายครั้งพบว่าไม้เสียบบาร์บีคิว (ถ้าเมืองไทยก็ไม้เสียบลูกชิ้น) จะทิ่มทะลุกระเพาะผ่านผิวหนังออกมา อันนี้เจ้าของสามารถเห็นได้กับตา เเต่หลายครั้งพบว่าเจ้าของเองไม่รู้ถึงปัญหาเลย ตราบจนไม้เสียบบาร์บีคิวทิ่มทะลุกระเพาะแล้วไปคาอยู่ที่ตับกระทั่งสุนัขแสดงอาการเจ็บท้องอย่างรุนแรงเเล้ว โดยบางรายอาจถูกทิ้งไว้จนกระทั่งเกิดสภาวะผนังช่องท้องอักเสบรุนแรงได้
     - ถ้าเป็นสิ่งแปลกปลอม จำพวกก้อนหินจัดสวนก้อนใหญ่ เมล็ดทุเรียน (ช่วงเมษายนถึงมิถุนายน) เมล็ดมะม่วง (ตลอดทั้งปีโดยเฉพาะมะม่วงสามฤดู) อุดตันในลำไส้ โดยมักจะติดคาอยู่ในลำไส้เล็ก ก็อาจมีความจำเป็นต้องผ่าตัดเปิดช่องท้องเพื่อเปิดลำไส้ แล้วเอาสิ่งแปลกปลอมนั้นออกมา โดยส่วนใหญ่แล้วสุนัขมักจะแสดงอาการปวดท้องรุนแรง และไม่ค่อยกินอาหาร เนื่องจากในกรณีนี้เจ้าของมักจะสังเกตเห็นได้ยาก เพียงแต่สุนัขจะค่อยๆ แสดงอาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าสุนัขป่วยด้วยโรคอื่นไป
     - ถ้าเป็นสิ่งแปลกปลอมจำพวกผ้า หรือพลาสติกที่เป็นเส้นๆ เช่น เชือกผูกรองเท้า เชือกด้าย หรือกระทั่งไหมขัดฟัน ซึ่งหลายครั้งพบว่ามีการติดอยู่บริเวณลำไส้เล็ก และสุนัขมักจะแสดงอาการป่วยเมื่อเวลาผ่านไปนานแล้ว โดยการวินิจฉัยมักทำได้ยากเพราะสิ่งของเหล่านี้จะไม่ปรากฎขึ้นบนภาพถ่ายรังสี หากแต่ต้องอาศัยการกลืนแป้งช่วย แต่กระนั้นหลายครั้งการชี้ชัดถึงการอุดตันมักทำได้ไม่ง่ายนัก ในกรณีนี้การแก้ไขจำเป็นต้องทำการผ่าตัดสถานเดียว และโอกาสที่จะพบการเสียหาย หรือการตายของลำไส้มีสูงจึงมักพบได้ว่าสุนัขต้องถูกตัดต่อลำไส้อยู่เป็นประจำ

       Q: หลังทำการผ่าตัดแก้ไขแล้ว ควรดูแลสุนัขอย่างไร
     A: หลังผ่าตัดสัตวแพทย์มักแนะนำเจ้าของ ให้ฝากสุนัขพักฟื้นในโรงพยาบาลสัตว์ก่อน เนื่องจากในช่วง 2-3 วันแรกนั้น มีความจำเป็นต้องถูกงดอาหารก่อน โดยรอยแผลของทางเดินอาหารจำเป็นต้องใช้เวลาในการหาย แต่สำหรับน้ำนั้นเราสามารถให้กินได้ในปริมาณน้อยมากๆ พอให้ปากสุนัขไม่แห้งจนเกินไป เพราะถ้างดน้ำไปทั้งหมดเลย  อาจทำให้สุนัขมีการหลั่งน้ำลายออกมามากกว่าปกติ ก็สามารถทำให้บาดแผลในทางเดินอาหารสัมผัสกับน้ำลาย  แล้วเกิดการอักเสบเพิ่มมากขึ้นได้

     Q: เมื่อการอุดตัน หรือติดค้างของสิ่งแปลกปลอมสามารถสร้างปัญหาได้มากถึงเพียงนี้ เราจะมีวิธีการใด ที่ช่วยป้องกันไม่ให้เจ้าตูบจอมซนกลับไปกินของเหล่านี้ได้อีก
     A: สิ่งสำคัญที่เจ้าของสามารถกระทำได้ คือพยายามเก็บของใช้ในบ้านให้เป็นที่เป็นทาง ไม่เปิดโอกาสให้สุนัขไปแทะ หรือกินสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นได้ รวมถึงการให้อาหารก็ควรฉีกหรือแกะออกจากภาชนะ หรือไม้เสียบเสียก่อนจะยื่นให้สุนัขได้กิน รวมทั้งอาจต้องมีการฝึกวินัยสุนัขเสียตั้งแต่ตัวยังเล็กๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ให้ได้   เมื่อเราได้ทราบถึงความน่ากลัวจากการกินสิ่งแปลกปลอมใกล้ตัวไปแล้วนั้น ผู้เลี้ยงสุนัขควรคำนึงถึงการป้องกันมากกว่าการแก้ไขหลังเกิดปัญหา  สุนัขที่เราเลี้ยงจะได้ไม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวด  ทั้งอันเนื่องมาจากการอุดตัน เเละฉีกขาดของทางเดินอาหาร หรือกระทั่งความเจ็บปวด  อันเนื่องมาจากการถูกผ่าตัดแก้ไข ทั้งนี้การมีสุนัขอยู่ในบ้าน  ก็คงไม่ต่างอะไรมากนักกับการมีเด็กอยู่เช่นกัน ฉะนั้นการดูแลเอาใจใส่ สังเกตความผิดปกติของสุนัข ก็นับได้ว่าเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของเจ้าของทุกท่าน

วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Dog to Dog Communication พูดจาภาษา หมา




        ปราศจากการส่งเสียง สุนัขสองตัวเพิ่งจะมาพบหน้ากันเป็นครั้งแรก และใช้เวลาในการทำความรู้จักกันไม่กี่วินาที ทั้งคู่ก็รู้แล้วว่าความสัมพันธ์ในครั้งนี้จะเป็นมิตรหรือศัตรู แล้วสุนัขสามารถทำเช่นนั้นได้อย่างไรโดยที่ไม่ต้องอาศัยการพูดจา? คำตอบก็คือ การแสดงออกทางใบหน้า ภาษากาย และกิริยาท่าทาง จริงที่ว่าอาจจะมีการส่งเสียงเห่าหรือคำรามบ้างแต่สารที่สื่อออกไปก็จะไม่สมบูรณ์หากปราศจากภาษากาย 
        ร่างกายส่วนต่างๆของสุนัขล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับรูปแบบการสื่อสารแบบนี้ด้วยกันทั้งสิ้น และความต่อไปนี้คือ ภาษากายเบื้องต้นสำหรับสุนัข


Facial Expressions 
        การรวมกันของการแสดงออกทางใบหน้าสามารถสื่อสารถึงอารมณ์ของสุนัข และเจตนาที่จะสามารถทำให้สัตว์ตัวอื่นรวมไปถึงมนุษย์เข้าใจถึงอารมณ์นั้นได้ด้วย 

- อารมณ์สบายๆ : สายตาอ่อนโยน มองดูแต่ไม่ถึงกับจ้อง หูลู่ไปข้างหน้าหรือตกลง ปากเปิด ริมฝีปากไปข้างหลังเหมือนการยิ้ม และลิ้นห้อยออกมาจากด้านหนึ่งด้านใดของปาก
- กังวล : ตามองไปที่ด้านข้าง หูลู่ไปทางด้านข้างหรือตกลง ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ริมฝีปากหด มองไม่เห็นลิ้น หรือมีการเลียริมฝีปาก
- ขู่ : ดวงตาจ้องมอง หูลู่ไปข้างหน้า และเห็นฟัน 
- กลัว : ตามองไปข้างหน้าหรือมองไปที่อื่น รูม่านตาขยาย หูลู่ติดไปกับศีรษะ หายใจลำบาก และขากรรไกรตึง
- เครียด : อ้าปากกว้าง ผสมกับท่าทางจากอารมณ์กังวลและกลัว


Head-Neck Position 
- หัวตก : ยอมจำนน หรือเศร้า
- หัวตั้งตรงในตำแหน่งปกติ : ทุกอย่างเป็นปกติ
- หัวและคอเอนไปด้านข้าง : แสดงความเคารพ
- หัวชูขึ้นสูง คอชะเง้อไปข้างหน้า : สนใจ ท้าทาย หรือขึ้นอยู่กับท่าทางอื่นๆ
- วางหัวไว้ที่หลังของสุนัขอีกตัว : แสดงท่าทีว่ามีอำนาจเหนือกว่า


Torso/Trunk/Upper Limb
- กล้ามเนื้อตึง และแยกเขี้ยว : ขู่และเตรียมตัวที่จะต่อสู้


Gestures
- หัวก้มต่ำ ตะโพกยกสูง : เป็นสื่อสากลว่าสุนัขมีความสุขและเชิญชวนให้มาเล่นด้วย 
- เอาเท้าวางไว้ที่หลังของสุนัขอีกตัว : แสดงการมีอำนาจเหนือกว่า 
- วิ่งเป็นวงกลม : แสดงการมีอำนาจเหนือกว่า
- กลิ้งไปกลิ้งมา : ยอมจำนน หรือเคารพ
- ปัสสาวะโดยการยกขาขึ้น : แสดงการมีอำนาจเหนือกว่า หรือไม่เกรงกลัว 
- เดินถอยหลัง : ไม่แน่ใจ หรือกลัว


Tail Position 
- หางยกขึ้น : ตื่นตัว มั่นใจ และแสดงการมีอำนาจเหนือกว่า
- หางแกว่งไปมา : สุนัขมีพลังงานเหลือเฟือ ตื่นเต้น หรือไม่สบายใจ
- หางตก : กลัว หรือยอมจำนน
- หางขนานกับพื้นและแกว่งไปมาช้าๆ : ระวังภัย


     ไม่มีท่าทางเพียงหนึ่งอย่างที่จะสามารถบอกเราได้ว่าตอนนี้สุนัขกำลังรู้สึกอะไรอยู่ แต่ถ้าคุณเรียนรู้ที่จะพิจารณาจากภาษากายทั้งหมดที่เจ้าตูบแสดงออกมา  ก็จะพบว่ามันเป็นความคิดที่ดีทีเดียวในการทำความเข้าใจกับสิ่งที่อยู่ในหัวของสุนัข  แต่บางครั้งภาษากายของสุนัขก็ไม่แน่นอนเสมอไป เช่น มันไม่ใช่เรื่องปกติที่เราจะเห็นว่าสุนัขตัวหนึ่งคำรามใส่สุนัขอีกตัว เดินถอยหลังออกทางด้านข้าง และหางแกว่งไปมา ซึ่งทั้งหมดสรุปรวมได้ว่าสุนัขกำลังกลัว เมื่อไหร่ก็ตามที่มีภาษากายเพียงหนึ่งอย่างที่สุนัขแสดงออกมาว่าสุนัขกลัว แม้ว่าภาษากายอื่นๆ ที่แสดงออกพร้อมกันจะไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ให้คิดไว้ก่อนว่าสุนัขกลัว
     อีกหนึ่งภาษากายของสุนัขก็คือ กลิ่น เพราะสุนัขเป็นสัตว์ที่มีประสาทในการรับกลิ่นที่ยอดเยี่ยม มันเหมือนกับว่าสุนัขสามารถเรียนรู้เรื่องราวของสุนัขอีกตัวได้เยอะมากจากการดมกลิ่น มันยากที่จะจินตนาการว่าข้อมูลข่าวสารใดที่ถูกส่งผ่านทางปัสสาวะเหล่านั้น
     การสื่อสารแบบไม่ใช่เสียงระหว่างสุนัขนั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาโดยที่เจ้าของสุนัขไม่ได้ตระหนักถึง อย่างไรก็ดีสุนัขบางตัวก็อาจจะสื่อสารได้แย่เมื่อพวกเขาโตขึ้นมาโดยปราศจากสุนัขตัวอื่นอยู่ใกล้ๆ ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดคืออายุ 3- 6 สัปดาห์ ถ้าช่วงอายุดังกล่าวสุนัขไม่ได้พบปะหรือเจอกับสุนัขตัวอื่นๆเลย เมื่อโตขึ้นพวกเขาจะไม่ได้เรียนรู้การสื่อสารด้วยภาษากายของสุนัข พวกเขาอาจจะเข้าทำร้ายสุนัขอีกตัวหรือถูกสุนัขตัวอื่นทำร้ายเมื่อเกิดการจ้องหน้า หรืออะไรก็ตามแต่ พวกเขาจะไม่รู้สัญญาณของการยอมแพ้เมื่อถูกโจมตี เป็นต้น

      สุนัขส่วนใหญ่จะไม่เกิดอาการ Lost in Translation แบบนี้และสามารถที่จะสื่อสารถึงสิ่งที่ต้องการได้ สำหรับมนุษย์แล้วเราไม่สามารถใช้ภาษากายได้ดีเท่ากับสุนัข การเรียนรู้ภาษากายของสุนัขทำให้เราสามารถเข้าใจสิ่งที่เจ้าตูบกำลังคิด หรือกำลังทำ ช่วยส่งเสริมความเข้าใจระหว่างคุณกับเพื่อนซี้สี่ขาให้มีมากขึ้น