วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การตกแต่งจุกของสุนัขชิห์สุแบบธรรมดา




1. ใช้หวีแบ่งขนจากขอบนอกระหว่างตาทั้ง 2 ข้าง(ระวังหวีจะทิ่มเข้าตา)

2. รวบขนที่แบ่งไว้ ไปด้านหลัง และหวีขนรอบนอก และขนบริเวณเหนือใบหูให้เรียบร้อย

3. แบ่งครึ่งส่วนของขน ที่แบ่งไว้ในขั้นตอนที่ 1 แล้วหวีขนส่วนหน้าให้เรียบร้อย โดยทดสอบดูด้วยว่าไม่มีสังกะตังแล้ว

4. ใช้ยางรัดขนสุนัข (หรือยางรัดฟันของคนก็ได้) โดยรัด 2-3 รอบ แล้วแต่ขนาดของหนังยาง หลังจากนั้นให้ดึงขนด้านหลังของส่วนหน้านี้ กระจุกเล็กๆ ดึงขึ้นตรงๆ หรือถ้าต้องการให้มีส่วนโป่งด้านหน้า เพื่อให้ดูน่ารักขึ้นอีกนิด  ก็อาจใช้หวีหางหนูช่วยดึงขนด้านหน้าออกมาเล็กน้อยก็ได้

5. ขั้นตอนต่อไป ก็คือเก็บส่วนที่เหลือด้านหลัง  โดยวิธีการเดียวกับการเก็บขนด้านหน้าคือ หลังจากรัดหนังยาง  แล้วให้ดึงขนกระจุกเล็กๆ ด้านหน้าของส่วนหลังนี้  โดยให้ดึงขึ้นตรงๆ

6. สุดท้าย ถ้าจะให้ดูมีสีสันสักหน่อย  ก็อาจผูกโบว์สีสวยๆ ไว้ที่จุกด้านหน้าก็ได้  แล้วจึงรัดจุกส่วนหน้ากับส่วนหลังเข้าด้วยกัน แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อย

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การตกแต่งจุกของสุนัขชิห์สุเพื่อการประกวด




1. หลังจากแน่ใจแล้วว่าขนบริเวณ หน้าและหัวของชิห์สุแห้งจริงๆ ให้แบ่งขนจุกส่วนหน้าจากขอบตาและแต่ละด้านเข้าไปไม่ต้องมากนัก

2. ยีขนส่วนนี้เบาๆ ให้ทั่ว

3. ค่อยๆ ใช้หวีหางหนูหวีขนรอบนอกออกให้เรียบ

4. ใช้ยางรัดขนประมาณ 3/4 นิ้วเหนือขึ้นไปจากหนังศีรษะ โดยรัดหนังยาง 2-3 รอบ

5. สำหรับขั้นตอนนี้ค่อนข้างจะสำคัญ โดยจับขนประมาณ 8-10 เส้นหรือ กระจุกเล็กๆ ตรงกลางของจุกหน้า ดึงขึ้นในขณะที่ใช้มืออีกข้างหนึ่งจับหนังยางกดลง เพื่อทำให้จุกหน้าโป่งออกมา แต่ถ้าหากยังโป่งไม่พอ ก็อาจใช้หวีหางหนูช่วยอีกที โดยใช้หางหวีดึงขนส่วนในออกมา

6. ใช้เจลทาผม หรือสเปรย์น้ำ ป้ายส่วนนอกเพื่อเก็บขนให้เป็นระเบียบ ดูเรียบร้อย หลังจากที่เจลแห้งแล้วก็ติดโบว์

7. หลังจากนั้นก็รวบจุกหลังอีกจุกหนึ่ง ให้เป็นรูปครึ่งวงกลมหรือจะเป็นรูปตัว V ก็ได้ แล้วแต่ความชอบแต่ที่สำคัญถ้าสุนัขหัวเล็กหรือขนที่หัวบาง ก็รวบขนให้ลึกลงไปอีกหน่อย

8. ต่อจากนั้นจะรัดหนังยางกับขนด้านหลังเหมือนกับที่รัดจุกหน้า แต่คราวนี้ให้ดึงขนมาทางด้านหน้าแทน

9. ผูกจุกหน้าและจุกหลังเข้าด้วยกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความยาวและความหนาของขน ถ้าขนไม่มากก็อาจจะแบ่งครึ่งหลังของของจุกหน้าผูกกับครึ่งหลังของจุกหลัง และถ้าเป็นรุ่น Baby หรือ Puppy ก็ไม่ต้องผูกติดกันก็ได้

10. หลังจากนั้นจะใช้ที่ม้วนผมม้วนเป็นกระจุกเล็กๆ ให้ทั่วทั้งหมดปล่อยให้เย็นแล้วหวีใหม่ให้เป็นเหมือนเดิม แล้วจึงยีแล้วหวีขนส่วนนอกให้เรียบ ขั้นตอนต่อไปก็เป็นการจัดทรงผมให้เป็นรูปร่างตามที่ชอบแล้วใช้สเปรย์ฉีดผมให้อยู่ทรง

11. .ถ้าหากว่าฝึกฝนอย่างตั้งใจ คุณก็จะได้จุกที่สวยและปลอดภัย

วันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การดูแลสุขภาพ





การทำหมัน 
     หากไม่ต้องการให้มีลูกสุนัขเกิดเกินจำนวนที่จะเลี้ยงได้ หรือเพื่อเสี่ยงกับการผสมพันธุ์ในครอกได้ลูกสุนัขผิดลักษณะ ควรทำหมันให้กับสุนัข นอกจากนั้น การทำหมันจะช่วยลดความวุ่นวาย เนื่องจากพฤติกรรมของสุนัขในช่วงฤดูผสมพันธุ์ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

     การทำหมันสุนัขตัวผู้ สามารถกระทำได้เมื่ออายุ 7-8 เดือนขึ้นไป สำหรับตัวเมียควรทำเมื่ออายุ 1 ปีขึ้นไป หรือหลังจากมีประจำเดือนครั้งแรกไปแล้ว 1 เดือน และไม่ควรทำหมัน เมื่อสุนัขมีอายุมากแล้ว



การป้องกันโรค
     ผู้เลี้ยงควรต้องมีเวลาให้กับสุนัข เพื่อทำความคุ้นเคยและศึกษาสุนัขแต่ละตัว ต้องคอยเอาใจใส่สังเกตความเป็นอยู่ การกินอาหาร การเปลี่ยนแปลงต่างๆ นอกจากนี้ควรจะต้องมีความรู้ พื้นฐานเกี่ยวกับสุนัข โรคต่างๆ เมื่อสุนัขเกิดอาการเจ็บป่วยจะได้นำไปรักษาได้ทันที

     โรคที่เกิดกับสุนัขมีหลายชนิด และมักเกิดการระบาดอยู่เสมอทุกปี หลายโรคอาจร้ายแรง  ทำให้สุนัขพิการหรือเสียชีวิต ทั้งอาจติดต่อถึงคนภายในบ้านด้วย การหมั่นเอาใจใสในตัวสุนัขและดูแลสุขภาพทั่วไปของสุนัข  จึงนับเป็นการป้องกันโรคเบื้องต้นที่ดีที่สุด อาการของสุนัขที่เริ่มป่วยสังเกตได้จาก อาการเซื่องซึม ไม่ร่างเริงแจ่มใส ไม่กินอาหาร  หรือกินอาหารน้องลง อาเจียน มีอาการท้องร่วง ท้องผูก ผอมลง  ขนหยาบกระด้าง  ผิวหนังเป็นผื่นแดง  ตาแฉะ  จมูกแห้งหรือมีน้ำมูก หากสุนัขมีอาการดังกล่าว ควรทำการรักษา  หรือนำสุนัขไปหาสัตวแพทย์

     โรคสุนัขหลายโรค สามารถป้องกันได้  โดยการฉีดวัคซีนตามกำหนดเวลาที่เหมาะสม หลังการฉีดวัคซีนควรงดอาบน้ำภายใน 1 สัปดาห์ เพราะสุนัขอาจมีไข้เล็กน้อยจากปฏิกิริยาต่อวัคซีน ดูแลให้สุนัขกินยาตามเวลาที่สัตวแพทย์กำหนด รวมทั้งควรแยกสุนัขตัวที่ป่วยออกจากตัวปกติ สิ่งที่ช่วยให้สุนัขรอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บได้อีกประการหนึ่ง คือ การรักษาความสะอาด ทั้งของสุนัขและสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย กำจัดเห็บ หมัด ยุง หนู หรือทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์ที่เป็นพาหะเหล่านี้



กำหนดการปฏิบัติ เพื่อป้องกันโรคของสุนัข

  อายุ                         ข้อปฏิบัติ
3 สัปดาห์      ตรวจอุจจารและถ่ายพยาธิ
2 เดือน        ฉีดวัคซีนป้องอกันโรคไข้หัดสุนัข โรคพาร์โวไวรัส เลปโตสไปโรซีส ตับอักเสบติดต่อ
3 เดือน        ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และถ่ายพยาธิ
4 เดือน        ฉีดซ้ำเช่นเดียวกับเมื่ออายุ 2 เดือน
6 เดือน        ตรวจเลือดเพื่อหาโรคพยาธิหนอนหัวใจและตรวจซ้ำทุก 6 เดือน
ทุกปี            พบสัตวแพทย์  เพื่อตรวจสุขภาพทั่วไป  ตรวจอุจจาระและถ่ายพยาธิทุก 6 เดือน
                  และฉีดวัคซีนซ้ำทุกอย่าง

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การทำคลอดสุนัข




การทำคลอดสุนัข


     กำหนดคลอดของแม่สุนัขอยู่ในราว 60-63 วัน หลังจากการผสมพันธุ์การเตรียมจัดที่คลอด จะต้องทำล่วงหน้า
     การให้ความอบอุ่นแก่ลูกสุนัข ขณะคลอดและหลังคลอด 2-3 วัน นับว่าสำคัญในอนาคตของ ลูกสุนัขมาก ลูกสุนัขได้รับอุณหภูมิจากตัวแม่ ด้วยความร้อน 101.4 องศาฟาเรนไฮ คือ เท่ากับอุณหภูมิของโลกภายนอก ดังนั้นอาหารที่จะให้แม่สุนัขในวันแรกๆ ควรจะต้องเป็นอาหาร ที่ก่อให้เกิดความร้อนในตัวเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องให้อาหารประเภทบำรุงความเติบโตแต่อย่างใด อย่างน้อยอุณหภูมิขณะคลอดและหลังคลอด 48 ชั่วโมง ควรจะเป็น 105 องศาฟาเรนไฮแต่จาก นั้นจะลดน้อยลงเรื่อยจนถึงปลายสัปดาห์แรกลูกสุนัขจะมีอุณหภูมิปกติและมีความสมบูรณ์ ที่คลอดนั้นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือต้องเป็นที่เงียบ อย่าให้มีสุนัขรบกวนได้



สำหรับที่นอนของลูกสุนัข
     ลูกสุนัขนั้นควรเป็นหีบไม้แข็งแรง กว้างใหญ่พอเหมาะแก่จำนวนลูกสุนัข แต่ถ้าหากเป็นคอกเล็กๆ จะใช้หีบขาตะแคงก็เหมาะดีเหมือนกัน ถ้าใช้ชนิดหีบปิดฝาปิด  จะต้องปิดเปิดได้คล่องๆ



พื้นที่นอนคลอด
     ควรปูด้วยกระสอบที่สะอาด หรือวัตถุอื่น ซึ่งเวลาไม่ต้องการใช้จะได้ ทำลายเสียเลย โดยปกติแม่สุนัขมักจะชอบกัดแทะเครื่องปูนอนเหล่านี้เพื่อปรับปรุงที่นอนของมัน ฉะนั้นควรให้แม่สุนัขคุ้นเคยกับที่นอนของมันสัก 1-2 สัปดาห์ก่อนวันคลอด



การออกกำลังให้สุนัข
     ขณะมีครรภ์นับว่าสำคัญมาก  จะละเลยเสียมิได้  จนกระทั่งถึงสัปดาห์สุดท้าย แม้ตัวมันจะหนักอุ้ยอ้ายสักเพียงไร ก็ควรให้เดินในระยะใกล้ๆ และที่เงียบๆ ควรให้เล่นกับสุนัขอื่นๆ บ้างเป็นครั้งคราว ยิ่งใกล้วันคลอดแม่สุนัขจะเริ่มจัดรังนอนของเขา ด้วยการกัดสิ่งของที่เขาพบอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ฉะนั้นหากจะใช้ผ้าห่มดีๆ แล้วไม่ควรให้เขาในระยะนี้



อาการแสดงว่าจะคลอดนั้นคือ
     ช่องคลอดจะบวมโตและนุ่ม จะมีเมือกลื่นๆ ไหลออกมา สุนัขจะไม่ยอมกินอาหาร และแสดงว่าจะคลอด อาการเช่นนี้จะมาก่อนการคลอดจริงราวๆ 24 ชั่วโมง

     ระยะที่ 2 เมื่อการคลอดจะสำเร็จผล ก็ต่อเมื่อมดลูกทำการบีบรัดตัวและบีบลูกสุนัขให้ผ่านจากช่อง คลอดออกมา ขณะนี้แม่สุนัขจะรู้สึกเจ็บปวดยิ่งขึ้นและร้องครวญคราง อาจเป็นเสียงดังหรือเสียงแหลมเป็นระยะๆ และก็ดังยิ่งขึ้น ในไม่ช้าก็จะมีเมือกลื่นๆ ไหลออกจากช่องคลอด ตามธรรมดาลูกสุนัขจะโผล่หัวและขาหน้าก่อน แต่ก็มีบ่อยที่หางออกก่อน โดยปราศจากความลำบาก เว้นแต่จะเป็นลูกสุนัขนั้นหัวโต การคลอดในลักษณะอย่างนี้จะทำให้เจ็บปวดและยุ่งยาก ขณะที่หัวสุนัขโผล่ออกมา นั้นเองแม่สุนัขจะได้รับความเจ็บปวดและร้องดัง ตามธรรมดาลูกสุนัขขณะคลอดจะถูกหุ้มอยู่ในถุง เยื่อเหนียวๆ ซึ่งแม่สุนัขจะกัดเลีย เพื่อแยกให้ลูกออกมา แต่ถ้าหากมันทำเองไม่สำเร็จ ผู้พยาบาลต้องคอยช่วยเหลือเขาทันที มิฉะนั้นลูกสุนัขจะตาย

     ลูกสุนัขขณะคลอดออกมา  จะยังคงถูกล่ามกับแม่ของเขาโดยสายสะดือ ซึ่งติดต่อไปยังรก และรกนี้ก็ออกมาจากช่องคลอดของแม่สุนัข หลังจากลูกสุนัขได้คลอดออกมาแล้ว รกนี้แม่สุนัขจะกินทันที และขบไต่ไปตามสายสะดือ จนกระทั่งเกือบถึงสะดือของลูกสุนัข ถ้าหากแม่สุนัขไม่ทำเช่นนั้นผู้พยาบาล จะต้องรีบตัดสายสะดือ  ให้ห่างสายสะดือของลูกสุนัข 1 คืบด้วยกรรไกรที่สะอาด แล้วมัดด้วยด้าย เหนียวๆ สายสะดือที่แห้งจะหลุดออกมาพร้อมกับด้ายที่มัดภายในไม่กี่วัน

     ต่อจากนั้นแม่สุนัขก็จะเข้าเลียลูกของเขาให้แห้ง และในขณะนี้เอง ลูกสุนัขตัวที่อยู่ในท้องก็จะ เคลื่อนออกมา แม่สุนัขก็จะจัดการกับลูกสุนัขเช่นเดียวกับวิธีการที่กล่าวมาแล้ว  จนกระทั่งคลอดเป็นตัวสุดท้าย บางครั้งลูกสุนัขคลอดมาเร็วมาก แม่สุนัขไม่ทันที่จะมีเวลาเลียลูกตัวที่ออกก่อนให้แห้ง ถ้าเป็นเช่นนี้ ผู้พยาบาลต้องใช้ผ้าเช็ดตัวอุ่นๆ เช็ดให้แห้ง  แล้วนำไปไว้เสียอีกมุมหนึ่ง อย่างไรก็ดีจะปล่อยให้ลูกสุนัขให้เปียกชื้นและหนาวสั่นย่อมเป็นอันตราย ระหว่างคลอดหากแม่สุนัขแสดงอาการอ่อนเพลีย ควรจะให้นมอุ่นๆ แก่แม่สุนัขสักหน่อย ในระหว่างที่คลอดลูกยังไม่หมด และเมื่อคลอดหมดแล้ว ก็ควรให้ต่อไปอีกสักถ้วย  แล้วจึงปล่อยให้แม่สุนัขนอนกับลูกสัก 1-2 ชั่วโมง หลังจากนี้จึงควร ให้ทั้งลูกและแม่สุนัขขึ้นนอนในที่ๆ มีความอบอุ่นและสงบเงียบ



การดูแลบำรุงเลี้ยง
     สัก 2-3 ชั่วโมงต่อมา แม่สุนัขก็จะออกจากที่นอนมาถ่ายมูล ขณะนี้ควรให้อาหารน้ำอุ่นๆ แก่แม่สุนัข ขณะนี้ แม่สุนัขย่อมอยู่ในอาการที่ธาตุไม่ปกติ ในระหว่างที่ต้องทำการคลอดลูก และถ้าหากมันกินรกเข้าไปด้วย นักเพาะเลี้ยงสุนัขบางท่าน ไม่ยอมให้แม่สุนัขกินรกหรือเครื่องในของเขาเอง แต่ก็ต้องถือว่าเป็นสัญชาตญาณของสัตว์อย่างหนึ่ง แต่ในการที่เขาได้กินอวัยวะภายในสดๆ ของตัวเขาเองเข้าไปเช่นนั้นก็ย่อมได้ รับฮอร์โมนหรือน้ำสกัดของชีวิต



การดูแลภายหลังการคลอด
     หลังการคลอดสัก 2-3 ชั่วโมง แม่สุนัขควรได้รับการเอาใจ และควรให้ได้กินอาหารเหลวๆ อุ่นๆ ถ้าเขากินรกเข้าไป  ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เอง  ที่ท้องของเขาจะไม่เป็นปกติในระหว่าง 2-3 วันแรกหลังการคลอด มูลที่ถ่ายออกมาจะมีสีดำคล้ายน้ำมันดิน ทั้งนี้เนื่องจากโลหิตที่กินเข้าไป ในระยะวันหรือสองวันแรก ควรสังเกตแม่สุนัขให้ดี เพราะว่าลูกสุนัขยังค้างอยู่ในท้องหรือไม่ ตามที่ทราบกันมาอาจเป็นเช่นนั้นได้ ถ้าหากเป็นเช่นนั้น  ก็จะสังเกตได้ว่าแม่สุนัขจะพยายามเบ่งเหมือนเมื่อทำการคลอดใหม่ๆ ในกรณีเช่น นี้ให้ไปตามสัตวแพทย์มาทำการผ่าตัดโดยด่วน ผู้ที่มีความชำนาญอาจใช้นิ้วมือที่ชุบยาฆ่าเชื้อ  แล้วล้วง เข้าไปในช่องคลอด  เพื่อทำการตรวจสอบอย่างระมัดระวัง หากเห็นว่ามีอะไรผิดปกติจะเรียกสัตวแพทย์ มาทำการผ่าตัดโดยไม่ชักช้า บางทีอาจมีอุปสรรคอันร้ายแรง  เนื่องจากตำแหน่งที่ลูกสุนัขติดอยู่นั้นจำ เป็นต้องทำการผ่าตัดเอาออกทันที ในกรณีนี้ การชักช้าอยู่นานเท่าไร  ก็เป็นอันตรายมากเท่านั้น เป็นธรรมดาที่แม่สุนัขจะมีโลหิตออกมาเปื้อนเปรอะอยู่เป็นเวลาหลายวันหลังการคลอดแล้ว มันจะค่อยๆ จางลงๆ และจะหยุดในปลายสัปดาห์ที่ หรือ 2 ตามธรรมดาอุณหภูมิ (ปรอท) จะขึ้นสูงหนึ่งดีกรีหรือ ราวๆ นั้นหลังคลอดแล้วเขาควรจะกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติในราว 8 ชั่วโมง ต่อมาถ้ามีไข้ขึ้นสูงก็จะแสดง ให้ทราบว่า มีอะไรผิดปกติและต้องคอยตรวจสอบดูแลโดยไม่ชักช้า



การคลอดผิดปกติ
     คำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับการคลอดที่ไม่ปกติ  ผิดไปจากธรรมดา  ก็ควรพบให้สัตวแพทย์ช่วยโดยด่วน ความลำบากในการคลอด  อาจเป็นด้วยว่าลูกสุนัขอยู่ในท่าผิดปกติ  เนื่องจากความอ่อนแอ การหดตัวของมดลูก หรือรูปร่างของแม่สุนัขผิดส่วนสัด และอาการเหล่านี้ผู้สมัครเล่น  ไม่อาจจะแก้ให้หายได้ การกระทำง่ายๆ บางทีอาจจะทำให้ลูกสุนัขออกมาได้  แต่อย่างไรก็ดีในเรื่องนี้จำเป็นต้องมีความรู้ เกี่ยวกับกายวิภาควิทยา  และมีความชำนาญในการตรวจรู้ได้ว่าอะไรผิดปกติ  และสามารถแก้ไขให้ดีได้ หลักสำคัญยิ่งในการคลอด  ก็คือให้ตามสัตวแพทย์ ถ้าแม่สุนัขทำการเบ่งจนอ่อนกำลังลง (มีอาการ หอบเบ่ง) มาเป็นเวลาถึง 3  ชั่วโมงแล้ว ลูกสุนัขยังไม่ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าถุงเยื่อหุ้มโผล่มา และแตกไปแล้ว อาการเช่นนี้  ควรจัดการโดยด่วน  ไม่ว่าเป็นการคลอดลูกสุนัขตัวแรก  หรือตัวอื่นถัดไปก็ตาม การทอดระยะออกของลูกสุนัขจะห่างกันราว 15 ถึง 30 นาที  แต่อาจจะออกถี่กว่านี้ก็ได้ การดูแลระหว่างคลอด ควรจะสังเกตุดูด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดี  ถ้าผิดปกติควรให้ไปตามหมอสัตวแพทย์ทันที ซึ่งเป็นหนทางที่ดีที่สุด  ในการที่จะหลีกเลี่ยงการสูญเสียแม่สุนัขที่ดีไป

วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เทคนิคการให้นมลูกสุนัข






วิธีการให้นม
     ควรป้อนนม โดยใช้ขวดนมแก่ลูกสัตว์กำพร้า ขวดที่เหมาะสมสำหรับลูกสุนัข ควรเป็นขวดขนาด 2 ออนซ์ รูที่หัวนมควรมีขนาดใหญ่ พอที่จะให้น้ำนมไหลผ่านไปอย่างช้าๆ เพื่อให้ได้รับอย่างเต็มที่ ลูกสุนัขที่มีอายุมากขึ้น ขนาดตัวโตขึ้น ควรเปลี่ยนไปใช้ขวด 4 ออนซ์ ที่หยอดตาหรือหลอดฉีดยาปลายทื่อ จะใช้ได้ดีกรณีที่ลูกสัตว์กำพร้านั้นมีขนาดเล็กมากๆ หรืออ่อนแอเกินกว่าจะให้นมออกจากขวด  ในขณะที่หัวนมยังอยู่ในปาก ลูกสัตว์เนื่องจากจะทำให้น้ำนมเข้าปอด ซึ่งมีผลให้เกิดปอดบวมหรือตายได้



     การให้นมลูกสัตว์กำพร้า  โดยทางสายยางจะสะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ต้องให้นมลูกสัตว์พร้อมกันทีละหลายตัว แต่อย่างไรก็ตามการวางสายยางไม่ถูกตำแหน่ง การใช้ผิดวิธี  หรือการให้นมเร็วเกินไป  ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือตายได้ ดังนั้นก่อนที่จะทำการให้นมลูกสุนัขกำพร้า โดยใช้สายยาง  จึงควรฝึกการใช้อย่างถูกวิธีให้มีประสบการณ์ก่อน

การจัดการให้นม


     อุปกรณ์ทุกชนิดที่ใช้ในการให้นม  จะต้องคำนึงถึงเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษ ต้องอุ่นนมก่อนทุกครั้ง  การให้นมเย็นๆ แก่ลูกสัตว์กำพร้า  อาจทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงจนถึงจุดวิกฤต

     ลูกสุนัขกำพร้าในช่วงอายุสัปดาห์แรก (น้ำหนักประมาณ 200-300 กรัม) อาจให้น้ำนมทดแทนประมาณ 10 มิลลิลิตร (2/3-3/4 ช้อนโต๊ะ) สำหรับการให้ครั้งแรก

      สำหรับการให้ครั้งแรก ลูกสัตว์ที่ได้รับนมโดยทางขวดนมจะปฏิเสธหัวนมเมื่ออิ่ม ผู้มีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกสัตว์กำพร้าส่วนใหญ่  มักนิยมอุ้มลูกสัตว์ในขณะที่ป้อนนม โดยยกหัวของลูกสัตว์สูงขึ้น และยืดอกเล็กน้อย  ในขณะที่อุ้มสัตว์ไว้ในอุ้งมือ ควรส่งหัวนมเข้าปากลูกสัตว์  แล้วยกขึ้นดึงกลับเล็กน้อย การทำเช่นนี้จะช่วยยกหัวสัตว์ขึ้นและทำให้ลูกสัตว์ดูดนมได้ดีขึ้น ถ้าระหว่างการให้นมมีน้ำนมไหลออกมาทางจมูกควรลดอัตราเร็วของการให้นมลง ถ้ายังไม่หายควรตรวจดูช่องปาก เพื่อดูว่ามีเพดานปากโหว่ (Cleft Palate) หรือไม่



     สำหรับการเลี้ยงดูลูกสัตว์กำพร่าในช่วงสัปดาห์แรกของชีวิต ปริมาณนี้นมทดแทนที่ให้ในแต่ละวัน ไม่ควรเกิน 10% ของน้ำหนักตัวใน 2-3 วันแรก การให้ในครั้งที่ 2 และ3 ควรมีปริมารณน้ำนมเท่ากับที่ให้ในครั้งแรกจากนั้นปรับตามวิจารณญาณและความเหมาะสม ลูกสัตว์ที่มีอายุมากกว่าหรือพันธุ์ใหญ่อาจพิจารณาเพิ่ม ปริมาณน้ำนมให้มากขึ้นได้  ถ้าลูกสัตว์นั้นกินนมได้ดีในครั้งแรกๆ และมีการทำงานของลำไส้ปกติ

     เนื่องจากลูกสัตว์กำพร้าจะต้องมีการปรับระบบการย่อยอาหาร ให้คุ้นกับน้ำนมทดแทน ดังนั้นการให้น้ำนมทดแทนในปริมาณที่น้อยกว่าปริมาณที่ลูกสัตว์ต้องการ จึงเป็นการดีกว่าการให้เกินปริมาณที่ต้องการในช่วงอายุ 2-3 วันแรก


ความถี่ของการให้นม
     ควรให้นมแก่ลูกสุนัข วันละ 4 ครั้ง ที่เหมาะสมที่สุดควรห่างกันครั้งละ 6 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ การให้นมเมื่อเวลา 8.00 น. ,11.30 น., 15.30 น. และ 21.00 น. ก็ใช้ได้ผลดีเช่นกัน จะเป็นการดี  ถ้าให้นมปริมาณน้อยในแต่ละครั้งแต่ให้บ่อยๆ อย่างไรก็ตามพึงระลึกไว้เสมอว่า ลูกสัตว์เกิดใหม่ต้องการนอนเป็นเวลานาน ดังนั้นการปลุกลูกสัตว์ขึ้นมาให้อาหาร  จะทำให้ลูกสัตว์เครียด  เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา และไม่พึงกระทำ และจะต้องเพิ่มนมให้ในกรณีที่ลูกสัตว์ไม่ยอมนอน กระวนกระวายส่งเสียงร้อง
ปริมาณน้ำนมที่เพิ่มให้ควรเป็น 1 มิลลิลิตร ต่อการให้ในแต่ละครั้ง  โดยเริ่มเพิ่มให้หลังจากให้ครั้งแรกแล้ว 36-48 ชั่วโมง หรืออีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลคือ อาจให้เพิ่มขึ้น 3 มิลลิลิตร (1/2-3/4 ช้อนชา) วันเว้นวัน สำหรับลูกแมวในอัตราเร็วของการเพิ่มควรช้ากว่าลูกสุนัข โดยอาจเพิ่ม 1 มิลลิลิตร ต่อวันหรือ 2 มิลลิลิตรวันเว้นวัน ปริมาณที่เพิ่มให้นี้จะใช้เป็นเกณฑ์ตราบเท่าที่ลูกสัตว์กินนมตามต้องการและอิ่มพอดี ถ้าเพิ่มถึงจุดที่ลูกสัตว์กินนมไม่หมด ควรคงระดับน้ำนมไว้ที่ปริมาณนี้ 1-2 วัน


     การที่ลูกสัตว์มีน้ำหนักตัวลดลงในช่วงการให้นมทดแทน 2-3 วันแรก ถือเป็นเรื่องปกติ การเปลี่ยนสูตรส่วนผสมหรือการเพิ่มปริมารณน้ำนมคราวละมากๆ ควรค่อยๆ เปลี่ยนโดยใช้เวลา 3-4 วัน โดยเพิ่มปริมาณน้ำนมขึ้น 25% ทุกๆ วัน


อัตราการเพิ่มน้ำหนัก
     อย่างน้อยที่สุดในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกของชีวิต ควรมีการชั่งและจดบันทึกน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ในช่วง 5 เดือนแรกลูกสุนัข  ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 100-200 กรัมต่อวัน